Monday, November 28, 2005

กำลัง Promote GotoKnow.org

ช่วงนี้กำลัง Promote blog GotoKnow ของ สคส. ติดตามข้อเขียนของผมได้ที่ http://beyondKM.gotoknow.org นะครับ

Friday, November 25, 2005

วิปัสสนา vs. วิชาการ


...มีคนบอกว่าการทำ KM โดยใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) นั้นใช้ไม่ได้กับทุกวงการ จากประสบการณ์ของหลายๆท่านพบว่านักวิจัยหรือผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการมักจะรู้สึก "อึดอัด" กับการเล่าเรื่อง ...มองว่าการเล่าเรื่องเป็นอะไรๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์ ...เสียเวลา ...ไร้สาระ พูดๆ กันไป แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ...ส่วนใหญ่มักจะเคยชินอยู่กับรูปแบบที่ค่อนข้างเป็นทางการ เป็นกระบวนการที่ต้องมีข้อสรุปที่ชัดเจน ต้องให้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งว่า "จะต้องไปทำอะไรต่อ.."

...จากการสังเกตของผม ยังได้เห็นเพิ่มเติมอีกว่า ....นักวิชาการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายนั้นมักจะมีจุดแข็งทางด้านการพูด การใช้ภาษา เรียกได้ว่าเป็น "นักพูด" ชั้นเซียนเลยทีเดียว หลายท่านเป็นผู้ที่มีสำนวนโวหารคมคาย แต่ก็น่าเสียดายที่หลายท่านนั้นไม่ได้เป็น "นักฟัง" ที่ดีเท่าใดนัก มีหลายท่านที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ วิจัย ท่านอาจได้ชื่อว่าเป็น "นักวิจัย นักวิเคราะห์ นักวิพากษ์วิจารณ์" ที่โด่งดัง แต่สิ่งที่ท่านเหล่านั้นอาจจะไม่ได้เป็นก็คือ ... "นักวิปัสสนา" !! ...การวิเคราะห์ การวิจัย เป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูล ต้องใช้ความรู้ แต่ "การวิปัสสนา" เป็นเรื่องที่ต้องใช้ "การดูตนอง" ...เป็นการดูตนจนเกิด "ปัญญา" สามารถมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง !

Tuesday, November 15, 2005

KM กับ TQA ที่สวนดุสิต

ผมได้ไปร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "การทบทวนกลยุทธ์และการจัดกระบวนการเพื่อมุ่งสู่การจัดการคุณค่า" ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 พ.ย. 2548 การประชุมวันแรกเป็นการทำความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐตามแนวทางของ ก.พ.ร. และวันที่สองเป็น Workshop เพื่อให้ผู้บริหารได้ทบทวนเป้าหมาย กลยุทธ์ และตัวชี้วัดของปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 เพื่อให้เข้ากับหลักการของ ก.พ.ร.

ในตอนแรกที่ได้รับการติดต่อให้บรรยายเรื่อง KM ในการประชุมช่วงบ่ายวันแรก (14 พ.ย.) นั้น ผมได้ปฏิเสธไป เพราะนโยบายของ สคส. นั้น ไม่เน้นการบรรยาย แต่เน้น Learning by Doing คือทำจริงเลย เป็นการทำไปเรียนไป ไม่ต้องมาบรรยายให้เสียเวลา หลังจากปฏิเสธไปได้ไม่กี่วันก็ได้รับ..(อ่านต่อ)

Friday, November 11, 2005

เส้นทางสู่สังคมอุดมปัญญา

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 พ.ย.) ผมได้ไปบรรยายหัวข้อ "เส้นทางการสร้างสังคมอุดมปัญญา (A Path to Knowledge-based Society)" ที่อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การบรรยายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาวิชาการเรื่อง "Foresight Business Intelligence for Smart Society" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2548 ผมได้มีโอกาสฟัง Session ที่ต่อจากผมอีก 2 Session ขอนำประเด็นดีๆ ที่ได้มาสรุปให้ท่านฟังดังนี้....โปรดคลิ๊กไปที่ http://beyondKM.gotoknow.org นะครับ

Tuesday, November 08, 2005

ก้าวข้ามความรู้

ลองอ่านดูใน http://beyondKM.gotoknow.org นะครับ

Sunday, November 06, 2005

ตามหา “แชงกรี-ลา”

เจ็ดวันที่ผ่านมานั้น ผมได้เล่าเรื่องการเดินทางที่ค่อนข้างจะเป็นการให้ข้อมูลซะเป็นส่วนใหญ่ วันนี้ผมจะขอนำเสนอข้อมูลทั่วไปและให้มุมมองเกี่ยวกับ “แชงกรี-ลา” ในสายตาของผมบ้าง

... มีผู้กล่าวว่า “แชงกรี-ลา” เป็นคำที่มีรากเหง้ามาจากภาษาทิเบต ซึ่งหมายถึง ดินแดนอันสุขสงบแห่งเทือกเขาหิมาลัย "แชงกรี-ลา" อยู่ที่ไหน? ...หลายๆประเทศมักจะกล่าวอ้างว่า "แชงกรี-ลา" นั้นอยู่ในประเทศของตน เช่น ...อยู่ในทิเบต ...อยู่ในอินเดียตอนเหนือ (แคว้นแคชเมีย) หรือ ...อยู่ในจีน (บริเวณที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต) เป็นต้น

จริงๆ แล้วชื่อ “แชงกรี-ลา” เริ่มเป็นที่สนใจในโลกตะวันตก ก็เพราะมีกล่าวถึงอยู่ในนวนิยายขายดีที่มีชื่อว่า “Lost Horizon” ซึ่งเขียนโดย James Hilton ในปี ค.ศ. 1933 ฮิลตัน ได้พรรณนาเกี่ยวกับ "แชงกรี-ลา" ไว้ว่าเป็น ทุ่งหญ้าในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยภูเขาที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะ (snow capped mountains) มีฝูงจามรี ฝูงแกะ อยู่ทั่วไป มีชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่อย่างปรองดองสมานฉันท์

ในประเทศจีนมีเมืองหลายเมือง ที่ต่างก็ claim ว่าดินแดนของตนนั้นเป็น "แชงกรี-ลา" ...คงเป็นเพราะว่าคำๆนี้ เป็นจุดขายที่ดี ที่สามารถดึงดูดนักทัศนาจรและเม็ดเงินเข้าสู่เมืองของตนได้ ...จึงทำให้เกิดความสับสนมากมายว่า "แชงกรี-ลา" ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ ...ในที่สุดรัฐบาลจีนต้องเข้ามาชี้ขาด และประกาศอย่างเป็นทางการให้ เมืองจงเตี้ยน (Zhongdian) มีชื่อเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า “แชงกรี-ลา” เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้น


เจ็ดวันแห่งการเดินทางในดินแดนที่ได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “แชงกรี-ลา” ...ทำให้ผมได้ตระหนักว่า "แชงกรี-ลา" ที่แท้จริงนั้น ...มันไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นเมืองใด หรือมีตำแหน่งแห่งที่ทางกายภาพอยู่ที่ไหน ผมคิดว่า "แชงกรี-ลา" ที่อยู่ในความคิด ในจินตนาการ ในจิตวิญญาณอันเกิดจากการได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ ได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่อลังการของธรรมชาติต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ

ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่น่าจะทำให้อัตตาตัวตนของคนเล็กลงได้ ความสวยงามของธรรมชาติอันสุดจะพรรณนา น่าจะทำให้จิตใจของผู้ที่ได้สัมผัสได้เข้าถึงซึ่งความสุขสงบ และตรงนี้นี่เอง ที่น่าจะเรียกว่าเป็น "แชงกรี-ลา" ที่แท้จริง!

Tuesday, November 01, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา" (7)

วันที่เจ็ดของการเดินทาง (23 ต.ค. 48) วันนี้เดินทางสู่ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain) นั่งกระเช้าตัวใหม่ซึ่งเป็นกระเช้าที่สูงที่สุดในประเทศจีน กระเช้าจะพาไปสู่จุดชมวิวที่เรียกว่า “สวนธารน้ำแข็ง” (Glacier Park) ที่ระดับความสูง 4,600 เมตร ภูเขาหิมะมังกรหยกนับเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าต่างๆในลี่เจียง แม้จะสูงเพียง 5,596 เมตร แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีมนุษย์คนใดสามารถพิชิตยอดเขาซานจือโต่วนี้ได้สำเร็จ

China_Prapon 179_B

China_Prapon 164_B

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้าไป ผู้ที่จะเข้าต่างก็ต้องตากฝนรออยู่หน้าประตูทางเข้า เมื่อประตูเปิดแล้วเข้าไปนั่งรอข้างในอาคารรอเรียกตามตัวอักษรในบัตรเพื่อขึ้นรถบัสที่จะนำไปสู่ที่จุดขึ้นกระเช้า นั่งกระเช้าไปประมาณ 10 นาที มองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเพราะมีหมอกหนาและฝนก็ตกพรำๆตลอดเวลา ไปถึงบนยอดเขาหลายคนตื่นเต้นกับการเล่นหิมะ ผมเองก็เอาแต่ถ่ายรูป อยู่บนนั้นประมาณ 20 นาที ก็นั่งกระเช้ากลับลงมาข้างล่างระหว่างที่คอยรถบัสหลายคนทนหิวไม่ไหว ก็ซื้อน่องไก่ทอด เนื้อแพะเสียบไม้รองท้องไปก่อน รสชาดใช้ได้ แต่น้ำชาค่อนข้างแพงแก้วละ 30 บาท

หลังอาหารเที่ยงไปวัดอวี้เฟิง ซึ่งเป็นวัดลามะทิเบตเก่าแก่แห่งเมืองลี่เจียง สร้างในสมัยราชวงศ์ชิง ภายในบริเวณวัดร่มรื่นไปด้วยต้นคามีเลีย จนได้สมญานามว่า “ดินแดนแห่งคามีเลีย 10,000 ดอก” ต้นคามีเลียบางต้นมีอายเก่าแก่กว่า 500 ปี ดอกคามีเลียมีอยู่ด้วยกันหลายสี ตั้งแต่ สีขาว เหลือง ชมพู ส้ม แดง และสีปะปนกัน แล้วเดินทางไปอุทยานน้ำหยกหรืออวี้สุ่ยไจ้ เป็นหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามทั้งน้ำตกและลำธารที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้อย่างลงตัว เสียดายที่ฝนตกตลอดเวลาเลยไม่ได้ชมอะไรมากนัก วัดในวันนี้สวยกว่าที่เคยไปมา เสียดายมากที่อากาศไม่อำนวยให้เที่ยวชม


china 477_B

China_Prapon 223_B

ออกจากวัด ไกด์พาไปรายการพิเศษเป็นสถานที่นวดเท้า เป็นการนวดฟรี (จริงๆแล้วนวดสู้ในเมืองไทยไม่ได้ คนนวดพยายามแต่จะขายยา เพราะได้ Commission จากการขายยา) คนที่เป็นหมอจีนมาแนะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ พูดไทยเก่งมาก มีการสาธิตสรรพคุณของครีมบัวหิมะ แล้วก็มีการแมะ จ่ายยาซึ่งราคาไม่เบาเลย


หลังจากนั้นก็ไปเดินที่ต้าเอี้ยนเจิ้น (ตลาดสี่เหลี่ยม) ที่เมืองโบราณลี่เจียง แล้วไปทานข้าวเย็นที่โรงแรม แล้วไปสนามบินเพื่อบินกลับคุนหมิง ตามกำหนดการวันนี้จะถึงคุนหมิงประมาณ 5 ทุ่ม แต่ปรากฏว่าเครื่องจากลี่เจียงไปคุนหมิง Delay ประมาณ 3 ชั่วโมง ทำให้ไปถึงคุนหมิงเวลาประมาณตีสองของวันรุ่งขึ้น (24 ต.ค. 48) กว่าจะได้นอนก็เกือบตีสาม พอตีห้าก็ต้องตื่นเพราะจะต้องจับครื่องบินกลับเมืองไทยในเช้าวันนี้ ...เป็นการเดินทางที่สะบักสะบอมมาก ...แต่ก็คุ้มค่า เพราะได้พบแล้วว่า "แชงกรี-ลา" คืออะไร? ...โปรดติดตามตอนต่อไป ในบทความที่มีชื่อว่า "ตามหาแชงกรี-ลา" นะครับ

สำหรับท่านที่ดูภาพยังไม่สะใจ ลองคลิ๊กเข้าไปที่ http://www.flickr.com/photos/27065211@N00 ผมเลือกรูปเด็ดมาใส่ไว้ครับ ดูแล้วอย่าดูเฉยๆนะครับ เขียน Comment กันเข้ามาบ้าง จะได้ช่วยกันสร้างความ"คึกคัก" ครับ