Thursday, March 31, 2005

ชีวิตที่ถูกบดขยี้โดยการเปรียบเทียบ


“... แต่เรากลับถูกสอนให้เปรียบเทียบ และเราก็เปรียบเทียบตลอดเวลาทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เรามีชีวิตอยู่กับการเปรียบเทียบ เมื่อเราเปรียบเทียบมันเท่ากับว่าเราไม่เคารพตัวเอง เราอาจเห็นว่าคนบางคนสวยกว่าเรา สูงกว่าเรา สุขภาพดีกว่าเรา และอื่นๆ อีกนานาประการ เราจึงรู้สึกหนักใจเรื่อยไป และหากเรายังคงเปรียบเทียบเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ กับคนอีกเป็นจำนวนล้านๆ คน ในที่สุดเราก็จะถูกบดขยี้ด้วยการเปรียบเทียบนี้ ...”
(จากหนังสือ ปัญญาญาณ หน้า 213)

โลกของเราเป็นโลกแห่งการเปรียบเทียบครับ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนล้วนเดินผ่านเส้นทางนี้กันมาทั้งนั้น และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมเราจึงรู้สึกว่าชีวิตนี้มันช่างหนักอึ้งเสียจริงๆ เราไม่ได้เห็นคนที่อยู่กับเรา “ที่นี่และเดี๋ยวนี้ (Here and Now)” อย่างที่เขาเป็น เราอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในแบบที่เราต้องการ ... หรือท่านมีความเห็นอย่างไร?

Tuesday, March 29, 2005

ผู้ใหญ่ไฮเปอร์ (Hyper)


เรามักชอบบ่นเด็กว่า “ไม่ยอมอยู่นิ่ง” “สมาธิสั้น” เป็นเด็ก Hyper บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายหากลองเหลียวดูตัวเองแล้ว อาจพบว่าเราเองก็ Hyper ด้วยเช่นกัน พวกเราหลายคน (โดยเฉพาะคนที่เก่งๆ หรือมีตำแหน่งสูงๆ) มักจะจับงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การทำงานของเราไม่ค่อยมีพลัง เพราะเราไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกได้ว่า ไม่โฟกัส (Focus) จึงทำให้สิ่งที่ได้นั้น “ไม่คมชัด”

ในหนังสือ ปัญญาญาณ หน้า 99 ท่าน Osho ได้กล่าวไว้ว่า

“ ... ท่านจะทำงานต่างๆ เสร็จสิ้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านกำลังทำอะไรๆ ร้อยแปดพันเก้าอย่างในเวลาเดียวกัน ไม่มีแม้แต่สิ่งเดียวที่ท่านทำได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทุกอย่างยังคงค้างเติ่งอยู่ มันคงจะค้างคาสะสมพอกพูนเรื่อยไป แม้เวลาที่ท่านจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ก็คือสิ่งที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าท่านกำลังหันไปทั่วทุกทิศทุกทาง ท่านกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลายเป็นส่วนย่อยๆ ที่กระจายอยู่ โดยที่ไม่ได้บูรณาการ ...”

ท่านเป็นเช่นนั้นบ้างหรือเปล่า? ... เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ


Wednesday, March 23, 2005

หนังสือ "ปัญญาญาณ: การรู้แบบปิ๊งแว้บ" คลอดแล้ว!!

ส่งปกหน้ามาให้ดู ยั่วน้ำลาย นักอ่านทั้งหลายครับ วันเสาร์นี้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ช่วงบ่ายพบผมได้ที่บริเวณบู๊ท สำนักพิมพ์ใยไหมครับ ....


Sunday, March 20, 2005

การศึกษาแบบครอบจักรวาล


วันเสาร์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรให้กับสาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ในโครงการพัฒนาศักยภาพครู ผมได้สาธิตเทคนิคการจัดการความรู้ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใช้สอนนักเรียน เพื่อสร้างความสนใจ และใช้ “จุดไฟ” ในใจของนักเรียนให้หันมาสนใจในเรื่องนั้นๆ เป็นการปูทางให้แต่ละคนไปค้นคว้าศึกษาต่อได้ด้วยตัวเอง

พูดถึงเรื่องการศึกษา ในหนังสือ “ปัญญาญาณ” หน้า 209-210 ท่าน Osho ได้เล่าว่า ...

ในวันหนึ่งพวกสัตว์ในป่าได้มารวมตัวกัน และตัดสินใจว่าจะตั้งโรงเรียนขึ้น กระต่าย นก กระรอก ปลา และปลาไหลได้รับเลือกให้เป็นกรรมการพัฒนาหลักสูตร กระต่ายยืนกรานว่าเรื่องการวิ่งจะต้องเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตร นกบอกว่าเรื่องการบินก็ต้องอยู่ในหลักสูตร ปลาบอกว่าการว่ายน้ำจะต้องอยู่ในหลักสูตรเช่นกัน ส่วนกระรอกนั้นบอกว่าการปีนขึ้นต้นไม้ในแนวดิ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและเห็นว่าน่าจะต้องรวมไว้ในหลักสูตรด้วย ซึ่งในที่สุดพวกสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับมอบหมายให้ร่างหลักสูตรก็ได้นำวิชาต่างๆเหล่านี้มารวมกัน และจัดทำเป็นหลักสูตรขึ้น พวกมันได้ป่าวประกาศหลักสูตรนี้ไปยังสัตว์ทั้งหลายและบอกด้วยว่าจะต้องเรียนให้ครบทุกวิชาตามที่กำหนด


กระต่ายซึ่งเคยได้เกรดเอจากการวิ่ง มีปัญหามากในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่ง มันปีนขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาอยู่เรื่อยครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดหัวสมองของมันก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง ทำให้มันไม่สามารถจะวิ่งได้อีกต่อไป จากที่มันเคยได้เกรดเอในการวิ่ง มันกลับได้เกรดซี และที่แน่นอนก็คือมันได้เอฟ (สอบตก) เสมอในการปีนต้นไม้ นกที่เคยเก่งมากในเรื่องการบิน แต่เมื่อใดก็ตามที่มันต้องเรียนวิชาขุดโพรงลงไปในดิน มันก็ทำได้ไม่ค่อยจะดีนัก จะงอยปากของมันแตกและปีกมันก็หัก ไม่ช้าไม่นานมันก็ได้เกรดซีในวิชาการบิน และได้เอฟในวิชาขุดโพรง และมันก็ประสบปัญหาในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่งเช่นกัน

ในที่สุดสัตว์ที่สามารถเรียนจบผ่านหลักสูตรนี้ไปได้กลับกลายเป็นเจ้าปลาไหล ที่ทำทุกอย่างผ่านไปได้แบบครึ่งๆกลางๆ แต่มันก็ทำให้ผู้สร้างหลักสูตรมีความสุข เพราะเห็นว่าสัตว์เหล่านั้นได้เรียนรู้ในทุกๆวิชาที่พวกเขาพัฒนามันขึ้นมา พวกเขาเรียกการศึกษาแบบนี้ด้วยความภูมิใจว่า เป็นการศึกษาแบบ “ครอบจักรวาล”

อ่านเรื่องนี้แล้ว ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษาของเรา เราพยายามทำให้เด็กทุกคนเป็นอะไรๆที่คล้ายๆกัน โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่เป็นทุนเดิม เรามุ่งแต่แต่งเติมเสริมสิ่งใหม่ๆให้กับพวกเขา ผมเคยอ่านข้อความที่พูดถึงภารกิจของครูว่า “ต้องไม่ใช่เป็นการเติมน้ำให้เต็มถัง หากแต่ว่าต้องเป็นการจุดไฟให้ลุกโชติช่วง” ว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองเช่นกัน จะปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของครูอาจารย์นั้นคงจะไม่ถูกต้องนัก ... การศึกษาที่แท้จริงนั้นจะต้องเริ่มต้นที่บ้าน ! ... พวกเราคงต้องช่วยกันนะครับ


Tuesday, March 15, 2005

บรรยายงานสัปดาห์หนังสือ

ผมกำลังจะไปบรรยายเรื่อง "ทักษะชีวิต พิชิตความสุข ความสำเร็จ" ในวันที่ 26 มีนาคม 2548 เวลา 9.10 - 11.10 น. มีลูก ไม่มีลูก ก็ฟังได้ครับ ผมจะอธิบายเรื่อง "ปัญญาญาณ" ด้วย สนใจดูรายละเอียดข้างล่างนี้นะครับ

Monday, March 14, 2005

การบริหารงาน กับ การเป็นนักคณิตศาสตร์

ตอนหนึ่งในหนังสือ “ปัญญาญาณ” (หน้า 179-180) ท่าน Osho ได้เล่าว่า ...

… ฟินเกลสไตน์ ได้เงินก้อนใหญ่มาจากการแข่งม้า เมื่อ มัสโควิทส์ รู้เรื่องนี้เข้า เขารู้สึกอิจฉา "ท่านทำได้อย่างไรฟินเกลสไตน์?" เขาถาม "ง่ายมาก" ฟินเกลสไตน์ บอก "มันเป็นความฝันน่ะ" "ความฝันหรือ?" "ใช่ ฉันแทงม้าแบบเลือกสามเบอร์ แต่ฉันไม่แน่ใจในม้าตัวที่สาม คืนก่อนการแข่งฉันฝันว่ามีนางฟ้ามายืนอยู่ตรงหัวเตียงของฉัน แล้วพร่ำแต่พูดว่า 'ฉันมาให้พรแก่เธอ ...

ฟินเกลสไตน์ เจ็ดคูณเจ็ดคือพรของเธอ' เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ฉันนึกได้ว่าเจ็ดคูณเจ็ดคือสี่สิบแปด และม้าตัวที่ชื่อว่า "ความฝันจากสรวงสวรรค์" ก็คือม้าหมายเลขสี่สิบแปดนั่นเอง ฉันจึงเลือกม้าตัวนั้นเป็นเบอร์ที่สามในการแทงของฉัน และฉันก็กวาดเรียบ ชนะแบบกวาดเรียบเลย"
มัสโควิทส์ พูดว่า "แต่ ฟินเกลสไตน์ เจ็ดคูณเจ็ดมันเป็นสี่สิบเก้านี่นา" ฟินเกลสไตน์ พูดว่า "อ้อ ถ้าเช่นนั้นคุณคงจะเป็นนักคณิตศาสตร์!" …

… ครับ ... ผมคิดว่าเรามักจะเคยชินกับการเป็น "นักคณิตศาสตร์" ... โปรดอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าผม "แอนตี้" วิชาคณิตศาสตร์นะครับ คณิตศาสตร์นั้นสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตและการทำงาน เวลาไปซื้อของในตลาด เราต้องใช้คณิตศาสตร์ การเป็นนักธุรกิจหรือเป็นวิศวกร ก็จำเป็นต้องใช้คณิตศาสตร์ แต่คณิตศาตร์ไม่สามารถแก้โจทย์ทุกข้อในชีวิตของเราได้เสมอไป เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องใช้ "หัวใจ" ด้วยครับ

เมื่อสองวันที่ผ่านมา ผมเพิ่งได้รับจดหมายจากที่ทำงานเก่าของผม (ที่ผมลาออกมาเป็นเวลากว่า1 ปีแล้ว) ขอให้ผมชี้แจงรายละเอียดการขึ้นเงินเดือนพนักงานบางคนในสมัยที่ผมทำหน้าที่บริหารหน่วยงานนั้นอยู่ เขาสงสัยว่าถ้าผม “ใช้สูตร” ตามที่หัวหน้างานบุคคลอธิบายให้เขาฟัง ทำไมเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นของพนักงานบางคนจึงไม่เป็นไปตามสูตร ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้สูตรจะต้องปรับเงินเพิ่มขึ้น 700 บาท แต่ทำไมผมจึงปรับเพิ่มเป็น 1000 บาท เป็นต้น นอกจากนั้นยังขอให้ผมแจกแจงอีกด้วยว่าผมมีหลักอย่างไรในการปัดเศษ ให้ออกมาเป็นตัวเลข "กลมๆ" เพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมบางทีผมก็ปัดขึ้น บางทีผมก็ปัดลง ... เขาคงไม่มีทางเข้าใจหรอกครับ เพราะเขาเป็นพวกที่ใช้สมอง "ฝั่งซ้าย"

การเป็นผู้บริหาร จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณ ... ต้องกล้าที่จะตัดสินใจ ... การตัดสินใจนอกจากจะต้องอาศัยข้อมูลแล้ว ยังต้องเป็นการตัดสินใจภายใต้สัมมาทิฏฐิด้วยครับ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง ... แน่นอนครับ ... การตัดสินใจทุกครั้งอาจจะไม่ถูกเสมอไป แต่ทำไงได้ล่ะครับ ในเมื่อหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของผู้บริหารนั้นจำเป็นต้องตัดสินใจ และต้องเป็นการตัดสินใจที่ไม่ใช้เฉพาะ่วิชา "คณิตศาสตร์" เท่านั้นนะครับ มีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายครับที่วิชาคณิตศาสตร์อาจจะช่วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสมอง "ฝั่งขวา" อาศัยจินตนาการ ใช้ความรู้สึก ใช้ความรักความเมตตา ไม่ใช่แค่เพียงทำตามตัวเลขที่คำนวณออกมาเท่านั้น เพราะถ้าผู้บริหารแค่ทำตามตัวเลขหรือคำสั่ง ใครๆก็ทำได้

ตอนนี้ผมกำลังถูกกล่าวหาครับ ... ถูกกล่าวหาว่าผมบริหารงานไม่เป็น ... สงสัยเป็นเพราะผมไม่ใช่ "นักคณิตศาสตร์" ครับ!

Friday, March 11, 2005

เรื่องเล่าเร้าพลัง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระองค์ทรงโปรดการเข้าป่าล่าสัตว์มาก พระราชามักจะชวนแพทย์หลวงไปด้วยเสมอ อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่พระราชาเข้าป่าไปล่าสัตว์กับแพทย์หลวง ปรากฏว่าพระราชาถูกงูพิษกัดเข้าที่นิ้วหัวแม่เท้า พระองค์ตกใจและสลบไป แพทย์หลวงต้องตัดสินใจตัดนิ้วหัวแม่เท้าของพระราชาไปเพื่อไม่ให้พิษงูลามไปยังส่วนอื่นๆหลังจากนั้นก็นำพระราชากลับมาวังได้อย่างปลอดภัย เมื่อพระราชาตื่นขึ้นมา พบว่านิ้วหัวแม่เท้าถูกตัดทิ้ง พระองค์ทรงกริ้วมาก ได้สั่งให้หทารจับแพทย์หลวงไปขังไว้

เวลาผ่านไปหลายเดือน พระราชาทรงลืมเรื่องที่จับแพทย์หลวงไปขังไว้ในคุกโดยสิ้นเชิง พระองค์เองยังคงเข้าป่าไปล่าสัตว์อยู่เสมอ และแล้วในวันหนึ่งพระองค์ได้พลัดหลงเข้าไปในป่าลึก ได้ไปพบกับชาวป่ากลุ่มหนึ่งที่กำลังทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าอยู่ ชาวป่าเห็นว่าพระราชานั้นเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นเครื่องบูชายันต์ จึงได้นำพระราชาไปชำระล้างร่างกายให้สะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่แล้วชาวป่าก็เห็นว่าเครื่องบูชายันต์ของพวกเขานั้นไม่สมบูรณ์ เพราะว่าส่วนที่เป็นนิ้วเท้านั้นขาดหายไป ในที่สุดจึงตัดสินใจปล่อยพระราชาไป

การที่พระราชารอดชีวิตกลับมาได้ ก็เพราะมีร่างกายที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ มันทำให้พระองค์นึกถึงแพทย์หลวงขึ้นมาทันที เมื่อกลับมาถึงวัง พระองค์รีบตรงไปยังคุกที่ขังแพทย์หลวง สั่งให้ปล่อยตัวแพทย์หลวง แล้วพระองค์ก็ขอบคุณแพทย์หลวงที่ตัดนิ้วเท้าตนไป ทำให้ไม่ต้องตกเป็นเครื่องบูชายันต์ของชาวป่า พร้อมทั้งขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ที่เอาแพทย์หลวงมาขังไว้จนพระองค์เองก็ลืมไป แพทย์หลวงนั้นไม่ได้โกรธพระราชาแต่อย่างใด แถมยังขอบอกขอบใจพระราชาอีกด้วยที่เอาตนมาขังไว้ในคุก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วตนก็คงจะติดตามพระราชาเข้าไปในป่า และคงจะตกเป็นเครื่องบูชายันต์แทนพระราชาไปแล้ว!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ........... ลอง Comment กันมานะครับ ผมอยากทราบว่าท่านผู้อ่านมีมุมมองในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้ฟังมาจาก Mr. Kulin Desai นักธุรกิจอิสระ อดีต Vice-President ของ City Bank เมื่อค่ำวานนี้ครับ ผมนำมาแต่งเติมนิดหน่อยเพื่อให้มันลื่นไหลไปได้เท่านั้นครับ

Wednesday, March 09, 2005

เทคโนโลยี ต้นไม้ และ ถุงพลาสติก

ผมรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการนำเสนอเสมอมา ในปัจจุบันนี้มีเครื่องมืสำหรับใช้ช่วยการนำเสนอหลายชนิด แต่ที่ผมใช้อยู่เป็นประจำก็คือโปรแกรมเพาเวอร์พ้อยท์ (powerpoint) ซึ่งช่วยให้ผมนำเสนอได้อย่างมีสีสัน ทำให้ผู้ฟังได้เห็นภาพ เห็นลำดับของเรื่องราวทำให้เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ผมเองเรียกได้ว่า “อิน (in)” กับเทคนิคการนำเสนอพอๆกับตัวเนื้อหาที่นำเสนอเลยทีเดียว และเคยคิดอยู่เสมอว่าในการเผยแพร่ธรรมะน่าจะนำเอาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้เพื่อทำให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องต่างๆได้ดีขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสพาครอบครัวไปที่เสถียรธรรมสถาน ท่านแม่ชีศันสนีย์ได้เทศน์เรื่องปฏิจจสมุปบาท ท่านใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงของผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ฟัง เป็นการอธิบายที่เข้าใจง่าย ใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นตัวอย่าง ในตอนท้ายท่านได้กล่าวถึงแผ่นกระดาษโปสเตอร์ที่ท่านใช้สอนว่าใช้มาหลายปีแล้ว เริ่มเก่าแก่ไปตามสภาพ ตอนนี้กำลังคิดว่าจะลองหันมาใช้เทคโนโลยีช่วยการนำเสนอบ้าง พร้อมทั้งขออาสาสมัครที่ชำนาญในเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีสุภาพสตรีผู้หนึ่งได้เสนอตัวที่จะช่วยท่าน

แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านพูดในช่วงท้ายที่สะดุดใจผมก็คือ เมื่อท่านเล่าว่า “.... แม่รดน้ำต้นไม้ที่ซื้อมาใหม่อย่างสม่ำเสมอ ให้น้ำอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์์ ปรากฏว่าต้นไม้กลับเหี่ยวเฉา พอไปแหวกโค่นดู จึงได้รู้ว่าต้นไม้นั้นไม่ได้น้ำตามที่ตั้งใจ เพราะว่ามีถุงพลาสติกห่อหุ้มปกคลุมไว้..." ท่านคงจะเล่าให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าการใช้เครื่องไม้เครื่องมือนั้น บางครั้งก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์ ไม่ว่าเครื่องมือนั้นจะดีเพียงใด หากผู้รับมีความเชื่อ หรือมีทิฐิบางอย่างปกคลุมไว้ไม่ยอมเปิดรับ

ในมุมมองของการบริหาร เรามักจะสนใจเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อทำให้การดำเนินงานของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คำว่าประสิทธิภาพในกรณีของการรดน้ำต้นไม้ หมายความว่าเราอาจจะมีเครื่องมือที่สามารถให้น้ำต้นไม้ได้ที่ละหลายๆต้น โดยใช้เวลาน้อย สามารถฉีดให้เป็นฝอยๆทำให้ประหยัดน้ำ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือหากเราเพิกเฉยต่อพลาสติกที่ห่อหุ้มต้นไม้เหล่านั้นอยู่ สิ่งที่ดูเหมือนว่ามี "ประสิทธิภาพ" อาจจะไม่ทำให้เกิด "ประสิทธิผล" เลยก็ได้

โจทย์ที่ท้าทายและสำคัญยิ่งก็คือ “เราจะลอกเอาพลาสติกที่ห่อหุ้มเราอยู่นี้ ออกไปได้อย่างไร? ... ใครจะผู้ลอกมันออก? ... ถ้าไม่ใช่เราเอง ! ... ลอง Comment แลกเปลี่ยนแนวคิดกันมานะครับ ....

Monday, March 07, 2005

เครื่องมือบริหารงาน กับ การบริหารชีวิต

ในปัจจุบันเครื่องมือที่เราใช้บริหารงานนั้น มีมากมายหลายชนิด บางอย่างก็เป็นหลักการเก่าแก่แต่ยังใช้ได้ เช่น MBO, QCC, SWOT หรือเป็นหลักการใหม่ๆที่ใช้กันค่อนข้างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่น TQM, BSC และ KM จะเห็นได้ว่าเครื่องมือแต่ละตัวนั้น จะมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกันไป บางตัวก็เหมาะสำหรับใช้กำหนดเป้าหมาย ใช้วางแผน ใช้กำหนดยุทธศาสตร์ ใช้ติดตามประเมิน ใช้ปรับปรุงกระบวนการ ใช้เสริมสร้างการเรียนรู้ หรือใช้พัฒนาองค์กร

โจทย์ที่ท้าทายผู้บริหารทุกยุคทุกสมัยก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำเครื่องมือต่างๆเหล่านี้มาใช้ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน เราจะต้องไม่ลืมว่าวัตถุประสงค์หลักของการใช้เครื่องมือว่าเป็นเพราะต้องการทำให้งานบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อมาเพิ่มภาระให้กับองค์กรและผู้ปฏิบัติงาน แน่นอนที่สุดในช่วงแรกๆอาจจะต้องเสียเวลาไปบ้างเพราะเป็นช่วงการฝึกใช้เครื่องมือ เป็นช่วงของการเรียนรู้ อุปมาอุปมัยคล้ายกับการหัดใช้จักรยาน ตอนช่วงต้นๆ ก็คงต้องยอมเสียเวลา หรือยอมเจ็บตัวบ้าง แต่ครั้นเมื่อขี่ได้คล่องแล้วก็จะพบว่า เครื่องมือชิ้นนี้ทำให้เราเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้น

สิ่งที่ผมมักจะประสบกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ก็คือ ผมมักจะหยิบเอาเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารงานกลับมาใช้ที่บ้าน มาใช้กับคนในครอบครัว มาใช้บริหารชีวิตส่วนตัวของผม... ซึ่งในที่สุดผมก็พบว่ามันคือข้อผิดพลาดอย่างมหันต์ การบริหารงานกับการบริหารชีวิตนั้นไม่สามารถใช้เครื่องมือชุดเดียวกันได้ การบริหารงานจำเป็นต้องเน้นการใช้ความคิด ใช้ความรู้ หรือการใช้หัว (Head) ในขณะที่การบริหารชีวิตนั้นจะต้องเน้นไปที่การใช้ปัญญา หรือการใช้หัวใจ (Heart) เป็นหลัก เมื่อใดก็ตามที่เราใช้หัว ใช้เหตุผล ใช้การวิเคราะห์กับโจทย์ชีวิตโดยที่ไม่ใช้หัวใจ ไม่ใช้ความรู้สึก ไม่ใช้ความรัก ความเมตตา เราจะพบว่าการแก้ปัญหาโจทย์ชีวิตนี้ ยิ่งแก้ไปก็ยิ่งติดขัดมากขึ้นทุกที ... พอพูดถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกได้ถึงคำพูดของท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ที่มักจะพูดเตือนคู่บ่าวสาวในงานฉลองการแต่งงานอยู่เสมอว่า “ให้ลดการใช้เหตุผลลงบ้าง และให้หันมาใช้หัวใจ ความรัก ความอาทรที่มีต่อกันให้มากๆ แล้วชีวิตครอบครัวก็จะมีความสุข”

ชาลี แชบปลิ้น เคยกล่าวไว้ว่า “...เราใช้ความคิดมาก ในขณะที่ใช้ความรู้สึกน้อยเกินไป ความรู้ทำให้เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และไม่เคยปรานีต่อใคร” ... ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าวของท่าน เพราะว่าลำพังความรู้อย่างเดียวนั้นคงไม่พอ “ความรู้จะต้องควบคู่ไปกับความรัก” ความรู้นั้นจึงจะเป็นความรู้ที่มีพลังสร้างสรรค์ และมีคุณค่า งานที่พวกเราทำกันที่สคส. (เรื่องการส่งเสริมการจัดการความรู้) ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เราไม่ได้ทำแค่เพียงส่งเสริมให้เกิดการจัดการความรู้ แต่เรามักจะเริ่มต้นด้วยการปูทางเรื่องความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อกันก่อนเสมอ


หากท่านใดสนใจการทำงานทางด้านนี้ ก็ลองคลิ๊กไปที่เว๊ปไซด์ของสคส. ดูนะครับที่ www.kmi.or.th

Friday, March 04, 2005

เศษขยะ กับ ความคิด

เช้าวันนี้ในระหว่างที่ผมขับรถมาทำงาน ... บนเส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต ... ผมพบขยะโดยเฉพาะกระดาษตกเกลื่อนกลาด ... ปลิวว่อนอยู่บนท้องถนนมากมาย ... ในใจคิดต่อไปว่า … “มองไม่น่าดูเลย ถนนนี้เป็นเส้นทางที่มาจากสนามบินด้วย หากชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยเห็นเศษขยะเหล่านี้ คงจะรู้สึกไม่ดีกับเมืองไทยแน่ ๆ” พอคิดได้เพียงแค่นี้ ... ก็มีเสียงอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาว่า “ทำไมต้องคิดอะไรมากมาย น่าจะหัดตัดความคิดเรื่องที่จะต้อง มองดูดี ออกไปบ้าง" พอถูกทักเพียงเท่านั้น ความคิดของผมก็ “สะดุด” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผม “หยุดคิด” เรื่องนี้ซะทีเดียว ผมยังคงคิดต่อไปอีกว่ากระดาษ (และขยะ) เหล่านี้มาจากไหน? ครั้นพอขับรถไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ได้รับคำตอบ เพราะได้เห็นว่ารถขยะที่วิ่งอยู่ข้างหน้าผมนี้คือสาเหตุของเศษกระดาษเหล่านั้น เข้าใจว่าคงจะเก็บขยะจนเต็ม จึงต้องวางเศษกระดาษซึ่งใส่อยู่ในกล่องไว้บนหลังคา แต่ปรากฏว่าคงจะวางไม่ดี เศษกระดาษจึงปลิวออกมาได้ ซึ่งในขณะที่ผมขับแซงไปก็ยังเห็นว่ายังมีบางแผ่นยังปลิวอยู่ แต่ก็คงจะใกล้หมดกล่องแล้ว!

สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจผมก็คือ ข้อความที่ว่า “การแก้ปัญหานั้น บางครั้งก็กลับกลายมาเป็นตัวปัญหาซะเอง” และเป็นตัวปัญหาที่รุนแรงเสียด้วย เพราะผมคิดว่าคงจะไม่มีใครทำถนนได้เลอะเทอะ รุนแรง รวดเร็ว และกินพื้นที่ได้กว้างขวางเท่ากับรถขยะคันนี้เป็นแน่ ทั้ง ๆ ที่จุดประสงค์ของรถขยะคันนี้ก็คือการเก็บขยะให้เรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองสะอาด สวยงาม แต่พอขาดความระมัดระวัง ขาดการจัดการที่ดี มันก็กลายมาเป็นตัวปัญหาซะเอง ตอนนี้ผมจึงได้ความกระจ่าง จากที่เคยได้ยินคนชอบพูดแซวหน่วยงานราชการอยู่เสมอว่า “ถ้าอยากจะแก้ปัญหาเรื่องการบุกรุกทำลายป่า สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือจะต้องยุบกรมป่าไม้” หรือ “ถ้าอยากให้การศึกษาของชาติดีขึ้น ก็จะต้องยุบกระทรวงศึกษาฯ” อะไร ๆ ในทำนองนี้ เป็นต้น

เราทุกคนต่างก็คาดหวังว่าสถาบันการศึกษาน่าจะเป็นแหล่งการเรียนรู้ และการพัฒนาปัญญาให้กับลูกหลานของเรา แต่แล้วเราก็เริ่มไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้ว มันเป็นเช่นนั้นหรือไม่? เรากำลังพูดถึงรถขยะที่ทำหน้าที่ได้ตามเจตนารมณ์ หรือรถขยะที่กำลังสร้างความสกปรกไปทั่วเมือง คำถามที่สำคัญ และเรามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็คือ "ถ้าหากเราไม่ได้เป็นคนที่อยู่บนรถขยะคันนั้น เราควรจะต้องทำอะไรบ้าง?"

ผมจำได้ว่าเมื่อเช้านี้ ... ผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ... นอกจากแค่คิดเท่านั้น !!

Thursday, March 03, 2005

แนะนำหนังสือ intuition "ปัญญาญาณ"

ตามที่มีผู้สนใจถามมา ผมถามทางสำนักพิมพ์ใยไหมแล้ว คาดว่าหนังสือน่าจะพิมพ์เสร็จประมาณวันที่ 24 มีนาคมนี้ ส่วนราคานั้นตั้งไว้ที่ 220 บาท หากซื้อในงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ วันที่ผมไปบรรยาย (26 มี.ค.) น่าจะราคาถูกกว่าราคาปก หนังสือมีทั้งหมด 264 หน้า วันนี้ผมเอาส่วนของคำนำมาให้อ่านเป็นการอุ่นเครื่องก่อนครับ..

คำนำผู้แปลและเรียบเรียง

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก เมื่อเดือนกันยายน 2547 พออ่านจบแล้ว.... วางไม่ลง ยังคงต้องหยิบขึ้นมาอ่านอีก.... เป็นครั้งที่สอง.... เป็นครั้งที่สาม ทุกๆครั้งที่อ่านแล้ว.... รู้สึกว่า.... ได้อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ.... ท่าน Osho มีเทคนิคการนำเสนอประเด็นและให้มุมมองในรูปแบบที่เรียกได้ว่า “สะใจ” และ “โดนใจ” ผมในหลายๆเรื่อง.... ท่านใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมา.... คล้ายๆกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดว่าเป็นการ “ตีกลางแสกหน้า” เลยทีเดียว

คำพูดหลายๆคำ ทำให้ผม “สะดุด” ต้อง “หยุดคิด” และหันกลับมาดูชีวิตของตนเอง แต่ก่อนแต่ไรผมเองไม่เคยให้ความสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า “สัณชาตญาณ (instinct)” ผมรู้แต่เพียงว่ามันติดมาพร้อมๆกับร่างกายที่ผมมีอยู่นี้ ผมเพิ่งจะตระหนักว่าชีวิตที่ผ่านมาเกือบ 50 ปี ของผมนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องการใช้ความคิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องงาน หรือเรื่องครอบครัวก็ตาม ท่าน Osho เรียกความสามารถส่วนนี้ว่าเป็น “ปรีชาญาณ (intellect)” มันเป็นการทำงานของสมอง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้หัว แต่สิ่งที่ผมรู้น้อยที่สุด หรืออาจจะบอกว่าไม่รู้เลยก็ได้ กลับกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ (intuition)” ซึ่งก็คือประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้นี่เอง ท่าน Osho บอกไว้ว่า.... มันเป็นส่วนที่มาจาก “ใจ” จะต้องอาศัยการ “เข้าถึง” ไม่ใช่เพียงแค่การทำความ “เข้าใจ” อย่างที่คนทั่วไปถนัด การเข้าถึงจะต้องอาศัยประสบการณ์ตรง แต่ละคนจะต้องสัมผัส และรู้สึกได้ด้วยตนเอง สิ่งที่ท่าน Osho กล่าวไว้ จึงเป็นได้เพียงแค่ “คำแนะนำ” ส่วน “การกระทำ” นั้น ผมเชื่อว่าจะต้องขึ้นอยู่กับพวกเราแต่ละคน

ผมยินดีที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดคำแนะนำของท่าน Osho ออกมาเป็นภาษาไทยให้เพื่อนนักอ่านชาวไทยและนักแสวงหาทั้งหลายได้นำไปทดลองใช้ในชีวิต ถึงการแปลและเรียบเรียงครั้งนี้ จะใช้เวลาเนิ่นนานกว่าที่ผมคาดคิด แต่ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าและมีความสุขยิ่ง สิ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจก็คือการที่ลูกชายทั้งสองคนและภรรยาผมได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานแปลชิ้นนี้ด้วย

ผมขอขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ที่ได้นำหนังสือฉบับภาษาอังกฤษติดมือมาจากอินเดีย ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ผู้อำนวยการสถาบันขวัญเมือง ที่ได้แนะนำคำว่า “ปิ๊งแว้บ” ให้กับผม และยังได้กรุณาเขียนคำนิยมที่ “กระจ่าง” และ “กินใจ” ทำให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสสัมผัสบางส่วนจากปัญญาญาณของท่านอีกด้วย

ท้ายสุดนี้ผมขอขอบคุณ คุณอภิสิทธิ์ กัมพลาวลี และทีมงานใยไหมทุกคนตลอดจนผู้อ่านทุกท่านที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ “เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าหนังสือหนึ่งเล่ม”

ด้วยรักและปรารถนาดี
ประพนธ์ ผาสุขยืด
prapon@kmi.or.th

Tuesday, March 01, 2005

ยินดีต้อนรับสู่วงสนทนา "ธารปัญญา"

วันนี้เป็นวันที่ผมส่งต้นฉบับการแปลหนังสือ "intuition" ฉบับสมบูรณ์ให้กับทางสำนักพิมพ์ใยไหม ผมได้ลองติดตามดูความรู้สึกของตัวเอง ... พบว่าสิ่งแรกที่รู้สึกก็คือ “ยินดี” ที่ได้ทำงานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ หลังจากที่ใช้เวลาอยู่กับหนังสือเล่มนี้นานถึง 5 เดือนเต็ม สำหรับความรู้สึกอื่นๆ ที่ตามมาก็คือ รู้สึก “ใจหาย”บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่า “ขลุก...ปลุกปล้ำ” อยู่กับหนังสือเล่มนี้มาช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งความรู้สึกในทำนองนี้บางทีก็ค่อนข้างอันตรายเหมือนกัน เพราะมันทำให้เรา “ยึดติด” รู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสิ่งนั้นๆขึ้นมา

ผมอยากจะเปิดเผยว่าการแปลหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นผลงานการแปลหนังสือครั้งแรกของผม ผมเคยคิดจะแปลหนังสือมาหลายครั้งแล้ว แต่ในที่สุดก็ตัดใจ ทำไม่ได้ซะที เพราะอะไรนะหรือ? ... ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะผมยังไม่ “in” กับหนังสือที่จะแปลนั้นอย่างเต็มที่ คือ “in” แค่เพียงบางส่วน อาจจะเป็น 30 – 40 % ส่วนที่เหลือยังรู้สึกว่า “ไม่ใช่” และหากจะต้องแปลทั้งหมด ก็ยังรู้สึกฝืนใจพอสมควร ... จนกระทั่งผมได้มาพบกับ “intuition” เล่มนี้ ที่ท่าน Osho ได้ถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ผ่านความคิดของท่านออกมาเป็นคำพูด และมีผู้นำมาถอดความไว้

ก่อนที่จะตัดสินใจแปล ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ถึง 2-3 เที่ยว มีประเด็นที่ “โดนใจ” ผมหลายประเด็น อยากจะสื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบ แต่ครั้นพอเริ่มต้นแปลก็พบว่ามีข้อจำกัดอยู่บ้างในเรื่องการใช้คำการใช้ภาษา มีหลายๆ จุดที่ผมต้องตีความผ่าน “ตัวกรอง” ของผมเอง ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะตรงกับเจตนาของท่าน Osho หรือไม่ เพียงใด .... และนี่คือจุดประสงค์หลักที่ผมได้เปิดพื้นที่แห่งนี้ขึ้น เพื่อสะท้อนมุมมอง และความคิดที่อยู่เบื้องหลังการตีความของผม

ในแต่ละวันผมจะพยายามหยิบยกประเด็นต่างๆ ในหนังสือมาใส่ไว้ และพยายามจะขยายความประเด็นต่างๆเหล่านั้น หรือแบ่งปันประสบการณ์บางส่วนกับผู้อ่าน ผมหวังว่าเวทีแห่งนี้จะสามารถกระตุ้น “สายธารแห่งปัญญาญาณ” ของพวกเราทั้งหลายให้ไหลหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ได้ “สมดุล” คือได้รับความสำเร็จทั้งในทางโลก และในทางธรรม (ความสุข)

ผมจึงขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านได้ร่วมกันสร้างวงสนทนา “ธารปัญญา” นี้ขึ้นโดยการเสนอข้อคิด มุมมองของท่าน ตลอดจนร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์การสร้าง “ปัญญาญาณ” กันมามากๆ นะครับ