Monday, March 07, 2005

เครื่องมือบริหารงาน กับ การบริหารชีวิต

ในปัจจุบันเครื่องมือที่เราใช้บริหารงานนั้น มีมากมายหลายชนิด บางอย่างก็เป็นหลักการเก่าแก่แต่ยังใช้ได้ เช่น MBO, QCC, SWOT หรือเป็นหลักการใหม่ๆที่ใช้กันค่อนข้างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่น TQM, BSC และ KM จะเห็นได้ว่าเครื่องมือแต่ละตัวนั้น จะมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกันไป บางตัวก็เหมาะสำหรับใช้กำหนดเป้าหมาย ใช้วางแผน ใช้กำหนดยุทธศาสตร์ ใช้ติดตามประเมิน ใช้ปรับปรุงกระบวนการ ใช้เสริมสร้างการเรียนรู้ หรือใช้พัฒนาองค์กร

โจทย์ที่ท้าทายผู้บริหารทุกยุคทุกสมัยก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำเครื่องมือต่างๆเหล่านี้มาใช้ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน เราจะต้องไม่ลืมว่าวัตถุประสงค์หลักของการใช้เครื่องมือว่าเป็นเพราะต้องการทำให้งานบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อมาเพิ่มภาระให้กับองค์กรและผู้ปฏิบัติงาน แน่นอนที่สุดในช่วงแรกๆอาจจะต้องเสียเวลาไปบ้างเพราะเป็นช่วงการฝึกใช้เครื่องมือ เป็นช่วงของการเรียนรู้ อุปมาอุปมัยคล้ายกับการหัดใช้จักรยาน ตอนช่วงต้นๆ ก็คงต้องยอมเสียเวลา หรือยอมเจ็บตัวบ้าง แต่ครั้นเมื่อขี่ได้คล่องแล้วก็จะพบว่า เครื่องมือชิ้นนี้ทำให้เราเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วขึ้น

สิ่งที่ผมมักจะประสบกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ก็คือ ผมมักจะหยิบเอาเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารงานกลับมาใช้ที่บ้าน มาใช้กับคนในครอบครัว มาใช้บริหารชีวิตส่วนตัวของผม... ซึ่งในที่สุดผมก็พบว่ามันคือข้อผิดพลาดอย่างมหันต์ การบริหารงานกับการบริหารชีวิตนั้นไม่สามารถใช้เครื่องมือชุดเดียวกันได้ การบริหารงานจำเป็นต้องเน้นการใช้ความคิด ใช้ความรู้ หรือการใช้หัว (Head) ในขณะที่การบริหารชีวิตนั้นจะต้องเน้นไปที่การใช้ปัญญา หรือการใช้หัวใจ (Heart) เป็นหลัก เมื่อใดก็ตามที่เราใช้หัว ใช้เหตุผล ใช้การวิเคราะห์กับโจทย์ชีวิตโดยที่ไม่ใช้หัวใจ ไม่ใช้ความรู้สึก ไม่ใช้ความรัก ความเมตตา เราจะพบว่าการแก้ปัญหาโจทย์ชีวิตนี้ ยิ่งแก้ไปก็ยิ่งติดขัดมากขึ้นทุกที ... พอพูดถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกได้ถึงคำพูดของท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ที่มักจะพูดเตือนคู่บ่าวสาวในงานฉลองการแต่งงานอยู่เสมอว่า “ให้ลดการใช้เหตุผลลงบ้าง และให้หันมาใช้หัวใจ ความรัก ความอาทรที่มีต่อกันให้มากๆ แล้วชีวิตครอบครัวก็จะมีความสุข”

ชาลี แชบปลิ้น เคยกล่าวไว้ว่า “...เราใช้ความคิดมาก ในขณะที่ใช้ความรู้สึกน้อยเกินไป ความรู้ทำให้เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และไม่เคยปรานีต่อใคร” ... ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าวของท่าน เพราะว่าลำพังความรู้อย่างเดียวนั้นคงไม่พอ “ความรู้จะต้องควบคู่ไปกับความรัก” ความรู้นั้นจึงจะเป็นความรู้ที่มีพลังสร้างสรรค์ และมีคุณค่า งานที่พวกเราทำกันที่สคส. (เรื่องการส่งเสริมการจัดการความรู้) ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เราไม่ได้ทำแค่เพียงส่งเสริมให้เกิดการจัดการความรู้ แต่เรามักจะเริ่มต้นด้วยการปูทางเรื่องความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อกันก่อนเสมอ


หากท่านใดสนใจการทำงานทางด้านนี้ ก็ลองคลิ๊กไปที่เว๊ปไซด์ของสคส. ดูนะครับที่ www.kmi.or.th

2 Comments:

At Wed Mar 16, 11:06:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ครับ
แม้ความรู้ในตัวมากมี
แต่ไม่มีวิธีที่ถ่ายทอดให้คนยอมรับได้
ไม่ใช่แค่จะมีปัญหากับตัวเองเท่านั้น
ยังพลอยทำให้สภาพแวดล้อมมีปัญหาไปด้วย
แค่ไม่เรียนรู้Head กับ Heartของตัวเอง
จึงไม่เข้าใจคนอื่นไปด้วย
เห็นด้วยครับว่าจะสื่อกันได้ต้องใช้ใจก่อน
ตัวผมเองก็เตือนตัวเองอยู่เช่นกันครับ
oddy

 
At Sat Jul 23, 07:14:00 PM, Anonymous Anonymous said...

เห็นด้วยกับการบริหารงานที่นอกจากใช้
HEAD กับ HEART แล้ว ในบางครั้งถ้าอยู่ในภาวะที่จะทำได้ ควรเพิ่ม HAND เข้าไปด้วย กับผู้ที่ด้อยกว่า
เพื่อช่วยให้สังคมไทยเราแข็งแรงขึ้น แม้เป็นเพียงกำลังอันน้อยนิดและต้องใช้ระยะเวลานาน... เพราะเป้าหมายหลักในการบริหารงานแต่ละองค์กร ก็คงเพื่อการอยู่ได้และอยู่รอดขององค์รวมในสังคมส่วนรวม...รึเปล่าคะ!

 

Post a Comment

<< Home