Sunday, March 20, 2005

การศึกษาแบบครอบจักรวาล


วันเสาร์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรให้กับสาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ในโครงการพัฒนาศักยภาพครู ผมได้สาธิตเทคนิคการจัดการความรู้ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใช้สอนนักเรียน เพื่อสร้างความสนใจ และใช้ “จุดไฟ” ในใจของนักเรียนให้หันมาสนใจในเรื่องนั้นๆ เป็นการปูทางให้แต่ละคนไปค้นคว้าศึกษาต่อได้ด้วยตัวเอง

พูดถึงเรื่องการศึกษา ในหนังสือ “ปัญญาญาณ” หน้า 209-210 ท่าน Osho ได้เล่าว่า ...

ในวันหนึ่งพวกสัตว์ในป่าได้มารวมตัวกัน และตัดสินใจว่าจะตั้งโรงเรียนขึ้น กระต่าย นก กระรอก ปลา และปลาไหลได้รับเลือกให้เป็นกรรมการพัฒนาหลักสูตร กระต่ายยืนกรานว่าเรื่องการวิ่งจะต้องเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตร นกบอกว่าเรื่องการบินก็ต้องอยู่ในหลักสูตร ปลาบอกว่าการว่ายน้ำจะต้องอยู่ในหลักสูตรเช่นกัน ส่วนกระรอกนั้นบอกว่าการปีนขึ้นต้นไม้ในแนวดิ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและเห็นว่าน่าจะต้องรวมไว้ในหลักสูตรด้วย ซึ่งในที่สุดพวกสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับมอบหมายให้ร่างหลักสูตรก็ได้นำวิชาต่างๆเหล่านี้มารวมกัน และจัดทำเป็นหลักสูตรขึ้น พวกมันได้ป่าวประกาศหลักสูตรนี้ไปยังสัตว์ทั้งหลายและบอกด้วยว่าจะต้องเรียนให้ครบทุกวิชาตามที่กำหนด


กระต่ายซึ่งเคยได้เกรดเอจากการวิ่ง มีปัญหามากในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่ง มันปีนขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาอยู่เรื่อยครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดหัวสมองของมันก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง ทำให้มันไม่สามารถจะวิ่งได้อีกต่อไป จากที่มันเคยได้เกรดเอในการวิ่ง มันกลับได้เกรดซี และที่แน่นอนก็คือมันได้เอฟ (สอบตก) เสมอในการปีนต้นไม้ นกที่เคยเก่งมากในเรื่องการบิน แต่เมื่อใดก็ตามที่มันต้องเรียนวิชาขุดโพรงลงไปในดิน มันก็ทำได้ไม่ค่อยจะดีนัก จะงอยปากของมันแตกและปีกมันก็หัก ไม่ช้าไม่นานมันก็ได้เกรดซีในวิชาการบิน และได้เอฟในวิชาขุดโพรง และมันก็ประสบปัญหาในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่งเช่นกัน

ในที่สุดสัตว์ที่สามารถเรียนจบผ่านหลักสูตรนี้ไปได้กลับกลายเป็นเจ้าปลาไหล ที่ทำทุกอย่างผ่านไปได้แบบครึ่งๆกลางๆ แต่มันก็ทำให้ผู้สร้างหลักสูตรมีความสุข เพราะเห็นว่าสัตว์เหล่านั้นได้เรียนรู้ในทุกๆวิชาที่พวกเขาพัฒนามันขึ้นมา พวกเขาเรียกการศึกษาแบบนี้ด้วยความภูมิใจว่า เป็นการศึกษาแบบ “ครอบจักรวาล”

อ่านเรื่องนี้แล้ว ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษาของเรา เราพยายามทำให้เด็กทุกคนเป็นอะไรๆที่คล้ายๆกัน โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่เป็นทุนเดิม เรามุ่งแต่แต่งเติมเสริมสิ่งใหม่ๆให้กับพวกเขา ผมเคยอ่านข้อความที่พูดถึงภารกิจของครูว่า “ต้องไม่ใช่เป็นการเติมน้ำให้เต็มถัง หากแต่ว่าต้องเป็นการจุดไฟให้ลุกโชติช่วง” ว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองเช่นกัน จะปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของครูอาจารย์นั้นคงจะไม่ถูกต้องนัก ... การศึกษาที่แท้จริงนั้นจะต้องเริ่มต้นที่บ้าน ! ... พวกเราคงต้องช่วยกันนะครับ


3 Comments:

At Fri Apr 08, 04:19:00 AM, Blogger ptk said...

ชอบนิทานเรื่องนี้มากค่ะ เพราะให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะสังคมที่ตามกระแสไปหมด จนลืมบริบทของตนเองค่ะ

 
At Wed Apr 27, 03:16:00 AM, Anonymous Anonymous said...

สำหรับเรื่องการศึกษา จริงๆ แล้วผมมีความเข้าใจว่า การศึกษาที่ดีทีสุดในโลก ก็คือ
การทำให้ผู้เรียน รู้และเข้าใจว่า วิธีการเรียนน้นเป็นอย่างไร จะต้องรู้ว่าควรเรียนอะไร
เรียนเมื่อใด เรียนไปทำไม เหมือนกับหลักการ
5 w + 1 H นั่นเองครับ
เนื่องจากในโลกปัจจุบันและอนาคต คนที่อยากจะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่รอบรู้ และรู้จริง ในเรื่องที่ตัวเองสนใจ
แต่การรอบรู้นั้น หมายความว่า จะต้องมีความรู้ในหลายๆ เรื่อง เพื่อที่จะทำให้มีมุมมองและความคิดที่กว้างขึ้น มองอะไรเป็นระบบมากขึ้น
ซึ่งจะนำมาทำให้ความรู้ที่เป็นแก่นแท้ สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน การงาน ได้ทุกอย่าง นั่นเอง

รู้น้อย สู้ สู้มากไม่ได้ รู้มาก สู้รู้จริง ไม่ได้
รู้จริง สู้ รู้เป็น คิดเป็นไม่ได้

จิรภัทร์

 
At Thu Oct 20, 08:34:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ก็เหมือนในที่ทำงานนั่นแหละค่ะที่หัวหน้าต้องการให้ลูกน้องเก่งทำได้ทุกเรื่อง..โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพของแต่ละคน..คาดหวังสูง...น่าจะคำนึงถึง Put the right man on the right job นะคะที่ทำงานจะได้มีความสุข

 

Post a Comment

<< Home