Sunday, April 24, 2005

"หลงสมมติ" จุดเริ่มของการถกเถียง

ทุกท่านคงเคยกิน “จับฉ่าย” นะครับ ในนั้นมักจะมีผักหลายๆอย่างเอามาใส่รวมกัน วันก่อนผมเพิ่งถกเถียงกับภรรยา เพราะเธอบอกว่าจับฉ่ายนั้นใช้ผักชนิดเดียวก็ได้ ผมจึงเถียงหัวชนฝาว่าถ้าเป็นผักชนิดเดียวก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นจับฉ่าย และแล้วภรรยาผมก็พิสูจน์ให้ผมเห็นกับตาที่ร้านข้าวต้มแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ว่าจับฉ่ายที่เธอสั่งมานั้นใช้ผักชนิดเดียว...

ผมเชื่อว่าหลายครั้งที่เราถกเถียงกัน หรือเห็นไม่ตรงกันนั้น อาจเป็นเพราะ บริบท (Context) ของเรานั้นแตกต่างกันก็ได้ เหมือนกันกับที่ผมเคยถกเถียงกับภรรยาในเรื่องแกงส้ม/แกงเหลืองนั่นแหละครับ เพราะสิ่งที่ผมเรียกว่า แกงเหลือง ภรรยาผมกลับเรียกว่า แกงส้ม!

เราเถียงกัน เพราะเราหลงไปติดในสิ่งที่เรา “สมมติ” หรือบัญญัติขึ้นมา ทั้งๆที่ ของจริง ที่อยู่ตรงหน้าเรา มันก็คือ สิ่งนั้นๆ ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม ครั้งหน้าถ้าท่านตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ลองเหลียวดูสักนิดนะครับว่าเป็นอย่างที่ผมเล่ามานี้หรือเปล่า... จะลองเล่าสู่กันฟังบ้าง... ก็ดีนะครับ

Saturday, April 23, 2005

นิยามคำว่า “ความสำเร็จ”

ความสำเร็จที่เราคุ้นเคยกันมักจะผูกพันอยู่กับเรื่อง ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง เรามักจะมองกันว่าผู้ที่มีหน้าที่การงานดี มีตำแหน่งสูง ร่ำรวยเงินทอง คือผู้ที่ประสบความสำเร็จ หากดูให้ดีเราจะพบว่าสิ่งที่หายไปในนิยามที่ค่อนข้าง “ตื้นเขิน” นี้น่าจะเป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “ความสุข”

ชีวิตที่ร่ำรวยเงินทอง แต่ยากไร้ในความสุข ไม่น่าจะเรียกว่าความสำเร็จ ชีวิตที่มีหน้าที่การงานสูงส่ง แต่ต่ำต้อยในเรื่องความรัก ขาดความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่รอบข้าง ก็ไม่น่าจะเรียกว่าความสำเร็จ

ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น ผมเชื่อมั่นว่าน่าจะต้องมีเรื่องของ “ความสุข” สอดแทรกอยู่ในนั้นด้วย ความสุขน่าจะเป็นองค์ประกอบหลักที่จำเป็นในนิยามของคำว่า “ความสำเร็จ”

ท่านมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร Share กันเข้ามาได้นะครับ

Thursday, April 21, 2005

ข้อแก้ตัว หรือว่า มั่วนิ่ม

ห่างหายไปหลายวันครับ เพราะช่วงสงกรานต์ผมกลับไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดตราด กลับจากตราดก็ไปเข้าร่วม Workshop การจัดการความรู้ที่ทาง สคส. (หน่วยงานที่ผมทำงานอยู่) จัดให้กับ สภาการศึกษา (สกศ.) ที่สามพราน หลัวจากนั้นก็บินมาที่พิษณุโลกเพื่อเดินทางต่อมาจังหวัดตาก มาเป็นวิทยากรให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากครับ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ... ผมเพียงแค่ต้องการหาเหตุผลเพื่อบอกท่านว่าทำไมผมจึงหยุดเขียน blog ไปหลายวัน... ฟังขึ้นหรือเปล่าครับ

คนเรามักจะเคยชินกับการอ้างเหตุอ้างผลหรือหาข้อแก้ตัวอยู่เสมอครับ จริงๆแล้วที่ผม "ไม่ได้เขียน" ก็คือ "ไม่ได้เขียน" ไม่มีความจำเป็นที่ต้องหาเหตุผลหรือแก้ตัวใดๆเลย... แต่ท่านที่อ่าน "ป้ญญาญาณ" คงจะทราบดีว่านี่คือ ผลงาน ที่มาจาก ปรีชาญาณ (Intellect) ของเรา การใช้เหตุใช้ผลถือเป็นเปลือกชั้นที่สามที่ปิดกั้นเราไว้ทำให้เราเข้าไม่ถึง ปัญญาญาณ (Intuition) ในหนังสือหน้า 165 ท่าน Osho ได้กล่าวไว้ว่า “เปลือกชั้นที่สาม หรือตัวกรองชั้นที่สามนี้ ได้แก่ เหตุผลจอมปลอมทั้งหลาย การใช้เหตุใช้ผล การอธิบาย คำแก้ตัว ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยืมมาใช้ ....... มันให้ความรู้สึกที่พึงพอใจแก่ท่าน ท่านคิดว่ามันเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมเหตุสมผล..."


ชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผลเสมอไป... ท่านคิดอย่างไรในประเด็นนี้ครับ

Monday, April 11, 2005

ระวัง “C and C” ที่กลายพันธุ์

C&C ที่ว่านี้คืออะไรน่ะหรือ? ผมว่าพวกเราส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับมันกันพอสมควร เพราะมันย่อมาจาก Command & Control ซึ่งหมายถึง “การสั่งการและควบคุม” ยังไงล่ะครับ ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ หัวหน้า หรือผู้บริหาร เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวต่างๆนาๆ เป็นต้นว่า เรากลัวว่าลูกๆของเราจะทำตัวเหลวไหลเสียผู้เสียคน... เรากลัวว่างานที่รับผิดชอบอยู่จะออกมาไม่ดี... เราไม่กล้าพอที่จะปล่อย... เราไม่ไว้ใจ... และในที่สุดเราก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้อง “ใช้อำนาจ” สั่งการและควบคุม

จริงๆ แล้ว C&C ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียทั้งหมด... ในบางสถานการณ์เราก็อาจจะต้องใช้ C&C หรือในบางยุคบางสมัยการบริหารโดยใช้หลัก C&C ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เพราะในสมัยนั้นผู้ปฏิบัติงานอาจจะมีความรู้ไม่มากนัก หรืออาจจะไม่มีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผิดกับในสมัยปัจจุบันอันถือได้ว่าเป็นยุคแห่งการบริหารสารสนเทศ (Information Management) เป็นยุคสมัยของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) การบริหารงานด้วยหลักการ C&C อาจไม่ใช้ทางเลือกที่เหมาะสมอีกต่อไป... เพราะถือได้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งการ "เอื้ออำนาจ (Empower)" มากกว่าที่จะมา “ใช้อำนาจ” เหมือนแต่ก่อน

หากมองในภาพรวมแล้ว ผมเห็นว่าผู้บริหารองค์กรยุคใหม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง Empowerment นี้มากยิ่งขึ้นทุกวัน เพราะแต่ละท่านต่างก็รู้ดีว่าองค์กรจะก้าวหน้าได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากคนทุกระดับ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน อีกทั้งยังต้องสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองด้วย ยุคสมัยนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดูเสมือนว่า C&C ที่เราคุ้นเคยนั้นได้เริ่มอ่อนกำลังลงไปบ้างแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเป็นห่วงก็คือในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ หลักการบริหารผ่าน “ตัวชี้วัด” ที่เรารู้จักกันในนามของ “KPI” หรือ Key Performance Indicators กำลังมาแรงเหลือเกิน จนเรียกได้ว่าระบาดเข้าไปในแทบทุกหน่วยงานแล้ว ถึงแม้ผมจะยอมรับว่า “ตัวชี้วัด หรือ ดัชนี” เป็นสิ่งที่สำคัญในการบริหารงาน แต่สิ่งที่ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ก็คือ “ความพิถีพิถันในการเลือกและกำหนดตัวชี้วัด” เพราะหากเราเริ่มต้นด้วยการใช้ตัวชี้วัดผิดตัวแล้ว เราก็อาจจะก้าวเดินไปผิดทางได้ และหากเราไม่ระวังเรื่องการทำงานแบบอิง KPI ให้ดี บางที KPI เหล่านี้อาจเป็น C&C ในรูปแบบใหม่ที่กลายพันธุ์มาก็ได้... หรือท่านมีความเห็นว่าอย่างไร...?

Friday, April 08, 2005

Comment ประเด็นเรื่อง "การเปรียบเทียบ"

เรื่องการเปรียบเทียบที่ผมลงไว้เมื่อ 31 มี.ค. ปรากฎว่ามีผู้สนใจเข้ามา Comment กันพอสมควร ผมลองคัดลอก Comment บางตอนมาให้อ่านตรงนี้อีกที่หนึ่ง...

"สำหรับผมแล้ว... ผมมองว่า การเปรียบเทียบ นั้นเป็น เครื่องมือ ตัวหนึ่งครับ... เราต้องรู้จักนำมันมาใช้ให้ถูกกับสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะลงทุนก็จำเป็นต้องเปรียบเทียบทางเลือกต่างๆให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ การซื้อบ้านหรือซื้ออะไรก็ตามก็คงจะต้องเปรียบเทียบ ต้องวิเคราะห์... เพราะนี่คือพลังของ สมองฝั่งซ้าย ครับ... ผมเห็นด้วยกับคุณ Peter ที่ว่าการเปรียบเทียบโดยไม่รู้ตัวต่างหากที่เป็นอันตราย เพราะมันเหมือนกับว่าเครื่องมือชิ้นนี้ทำงานไปเองโดยที่เราไม่ได้สั่งการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบที่สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับตัวเรา มันก็เท่ากับว่าเครื่องมือชิ้นนี้เดินไปเองโดยที่เราไม่ได้สั่ง แถมยังมาเชือดเฉือนเราให้เจ็บช้ำน้ำใจอีก ข้อแนะนำหรือครับ... แนะนำแต่ไม่ได้หมายความว่าผมทำได้ตลอดเวลานะครับ... มี 2 ข้อด้วยกันคือ ข้อ1. ...ต้องมี “สติ” รู้ตัวอยู่เสมอครับ เครื่องมือที่เราเรียกว่า “การเปรียบเทียบ” นี้จะได้ไม่ทำงานโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกต่อไป แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกสติ ขอแนะนำข้อ 2 ครับ ...เหมือนกับที่คุณ Peter แนะนำไว้ คือพยายามฝึกการเปรียบเทียบจากที่เคยเป็นการเปรียบเทียบเชิงลบให้กลับมาเป็นเชิงบวกครับ คือแทนที่เมื่อเปรียบเทียบแล้วรู้สึกว่าตัวเองแย่... รู้สึกว่าตัวเองโชคไม่ดี... ก็ให้เหลียวไปดูคนที่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่กว่าเรา โชคร้ายกว่าเรา แล้วการเปรียบเทียบนั้นก็อาจสร้างกำลังใจให้กับเราก็ได้ครับ... พูดง่าย แต่คงทำได้ไม่ง่ายนักนะครับ... แต่ถ้าไม่ลองทำดู ก็คงไม่รู้นะครับว่ามันเป็นอย่างไร? ... ลองทำแล้วมา share กันดูนะครับ... พวกเราทุกคนที่อ่าน blog นี้อยู่ขอส่งใจช่วยครับ"

พลังแห่งการชื่นชม

ผมมีความสุขมากครับที่ได้รับข้อความแสดงความชื่นชมหนังสือ "ปัญญาญาณ" ... ผมขอยกสิ่งดีๆเหล่านี้ให้กับท่าน Osho ในฐานะที่เป็นผู้เขียน และท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิช ในฐานะที่ท่านทำให้ผมได้รู้จักกับหนังสือเล่มนี้ ...ขอ Share ข้อความชื่นชม (บางส่วน) จาก 2 ท่านดังต่อไปนี้ครับ

ท่านแรก...ผมได้มีโอกาสซื้อหนังสือเล่มนี้ 4 เล่ม ในวันเสาร์ ที่ 27 มี.ค. 48 พร้อมกับได้พูดคุยกับอาจารย์ด้วย เหตุเพราะชื่อ "OSHO" นี้ไม่ได้แปลกสำหรับผม เนื่องจากได้ติดตาม และใช้ผลงานของท่านในบางโอกาส ท่าน OSHO ได้ออกผลงานมามากมาย ล้วนแล้วแต่เน้นผลงานด้านสมาธิแบบเซน เต๋า โยคะ พุทธ หากมีผู้ที่ชื่นชอบในแนวทางนี้ แนวทางของท่าน OSHO น่าสนใจมาก ผมเชื่อว่ามีหลายๆคนพยายามนำเสนอ "หลักการ" เดิม แต่หลากวิธีการมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ "วิธีการ" นั้นเหมาะกับจริตของแต่ละปัจเจกบุคคล
เรียกว่าโดนใจก่อน แล้วจึงจะรับหลักการบางอย่าง ........ แนวคิดของท่าน OSHO มีความคล้ายกับท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านอาจารย์ชาแห่งวัดหนองป่าพง ครั้งหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสได้อ่านเรื่องอายตนะ 6 ของท่านอาจารย์ ได้เปรียบแมงมุมที่ชักใยออกไปแล้วเฝ้ารอเหยื่อตรงศูนย์กลางใยแมงมุม เมื่อแมลงอื่นเดินพลัดหลงมาที่ส่วนของใยที่ยาวที่สุดจากศูนย์กลาง แมงมุมก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่ามีเหยื่อติดกับดักที่วางไว้แล้ว การหยั่งรู้ ก็เหมือนกับแรงสั่นสะเทือนใยแมงมุมที่เหยื่อกระทบถูก ส่งผ่านมาที่เจ้าแมงมุมที่อยู่ตรงกลางนั้น มันรู้สึกได้...

ท่านที่สอง ...ขอบคุณอาจารย์มาก ๆ นะคะที่แปลหนังสือดี ๆ มาให้อ่านกัน "ปัญญาญาณ" เป็นหนังสือในดวงใจของดิฉันอีกเล่มหนึ่งแล้วนะคะ ชอบทุกข้อความในหนังสือค่ะ ดิฉันซื้อมา 5 เล่ม ครั้งแรกซื้อ 2 เล่ม ให้ลูกศิษย์ที่ต้อง move ครอบครัวไปอยู่ออสเตรเลีย 1 เล่ม เมื่อวันที่ 6 ไปซื้ออีก 3 เล่ม เพื่อเอาไปให้อาจารย์ที่รักและเคารพอีก 3 ท่าน อ่านแล้วมีความสุขมากค่ะ ...

Thursday, April 07, 2005

กลับมาจากหาดใหญ่แล้วครับ !!


ผมหายไปหลายวันไม่ได้เขียนลง blog เพราะพาครอบครัวลงไปใต้ ไปงานเชงเม้งที่บ้านภรรยาที่หาดใหญ่ครับ ... ตรงกับช่วงที่มีการวางระเบิดพอดี จริงๆ แล้วในเย็นวันนั้นผมก็เพิ่งจะไปห้างคาร์ฟูร์ด้วยเหมือนกัน ไปเดินหาหนังสือ "ป้ญญาญาณ" ในร้านซีเอ็ดครับ มารู้ข่าวเรื่องระเบิดก็ตอนที่นั่งทานข้าวเย็นอยู่กับครอบครัวของภรรยาผมนั่นแหละครับ

รูปบริเวณห้องผู้โดยสารขาเข้าที่ถ่ายไว้เมื่อคืนวานครับAirport_164

บรรยากาศในหาดใหญ่โดยทั่วไป ...ผู้คนก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกันมากนัก... คงจะเป็นบรรยากาศแบบซึมๆ เศร้าๆ มากกว่า ...เศร้ากับผู้ที่ต้องมาเสียคนที่รักหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ส่วนที่ว่าซึมๆก็คงเป็นบรรดาผู้ที่ต้องทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยก็คือช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้

ตอนที่อยู่หาดใหญ่ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ซื้อไว้ช่วงงานสัปดาห์หนังสือ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือที่เขียนโดยท่านอาจารย์ วิศิษฐ์ วังวิญญู ชื่อหนังสือ “มณฑลแห่งพลัง” ท่านเขียนได้ลุ่มลึกและเลื่อนไหลดีมากครับ ผมคิดว่าหลายๆท่านที่ “คอเดียวกัน” คงจะชอบ โดยเฉพาะช่วงหน้า 99 ถึงหน้า 104 นั้น ท่านได้พูดเรื่อง ปัญญาญาณ ไว้ค่อนข้างชัดเจนดีมากครับ ผมคงจะนำมาเป็นประเด็นเพื่อพูดคุยกันต่อไปในอนาคต

ของแถมสุดท้ายสำหรับวันนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการจะรู้เรื่อง weblog หรือ blog ดียิ่งขึ้น ในจดหมายข่าวฉบับล่าสุดของ สคส. ดร.จันทวรรณ น้อยวัน และอาจารย์กรกฎ เชาวะวณิช ได้เขียนบทความไว้น่าอ่านมากครับ สามารถเปิดอ่านได้ที่
http://www.kmi.or.th/KM_newsletter.html

Friday, April 01, 2005

งานสัปดาห์หนังสือ สื่อด้วยภาพ

งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาคึกคักมากครับ เมื่อวันเสาร์ (26 มี.ค.) ผมได้เข้าไปอยู่ที่บู๊ทของสำนักพิมพ์ใยไหม ไปนั่งอธิบายคำว่า “ปัญญาญาณ” กับคำว่า “จัดการความรู้” ครับ ... สนุกดีครับ มีผู้ที่สนใจสอบถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวนมากพอสมควร หนังสือขายดีมากครับ โดยเฉพาะ "ปัญญาญาณ" ทางใยไหม กำลังเร่งพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว! ผมส่งภาพบรรยากาศในงานมาให้ดูครับ เสียดายที่เสาร์-อาทิตย์นี้ผมต้องไปต่างจังหวัดจึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปอีก แต่เย็นวันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะแวะเข้าไปอยู่ที่บู๊ทใยไหมครับ และคงจะอยู่จนปิดงานเลยล่ะครับ

BF1