Sunday, April 24, 2005

"หลงสมมติ" จุดเริ่มของการถกเถียง

ทุกท่านคงเคยกิน “จับฉ่าย” นะครับ ในนั้นมักจะมีผักหลายๆอย่างเอามาใส่รวมกัน วันก่อนผมเพิ่งถกเถียงกับภรรยา เพราะเธอบอกว่าจับฉ่ายนั้นใช้ผักชนิดเดียวก็ได้ ผมจึงเถียงหัวชนฝาว่าถ้าเป็นผักชนิดเดียวก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นจับฉ่าย และแล้วภรรยาผมก็พิสูจน์ให้ผมเห็นกับตาที่ร้านข้าวต้มแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ว่าจับฉ่ายที่เธอสั่งมานั้นใช้ผักชนิดเดียว...

ผมเชื่อว่าหลายครั้งที่เราถกเถียงกัน หรือเห็นไม่ตรงกันนั้น อาจเป็นเพราะ บริบท (Context) ของเรานั้นแตกต่างกันก็ได้ เหมือนกันกับที่ผมเคยถกเถียงกับภรรยาในเรื่องแกงส้ม/แกงเหลืองนั่นแหละครับ เพราะสิ่งที่ผมเรียกว่า แกงเหลือง ภรรยาผมกลับเรียกว่า แกงส้ม!

เราเถียงกัน เพราะเราหลงไปติดในสิ่งที่เรา “สมมติ” หรือบัญญัติขึ้นมา ทั้งๆที่ ของจริง ที่อยู่ตรงหน้าเรา มันก็คือ สิ่งนั้นๆ ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม ครั้งหน้าถ้าท่านตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ลองเหลียวดูสักนิดนะครับว่าเป็นอย่างที่ผมเล่ามานี้หรือเปล่า... จะลองเล่าสู่กันฟังบ้าง... ก็ดีนะครับ

8 Comments:

At Mon Apr 25, 06:20:00 PM, Anonymous ptk said...

คำว่า 'จับฉ่าย' เป็นการรวมผักหลาย ๆ ชนิดในบริบทของดิฉัน เพราะเข้าใจโดยตลอดว่า คำนี้ หมายถึง ผัก 10 อย่าง (ถูกหรือผิดไม่ทราบค่ะ)ส่วนแกงเหลือง ที่บ้านเรียกว่า แกงส้มค่ะ

เรื่องบริบทมีส่วนสำคัญอย่างมาก และมากขึ้นทุกทีในการสื่อสารที่จะทำให้เข้าใจได้ตรงกันทุกฝ่าย ยิ่งวันก็เลยต้องยิ่งให้เวลากับการสื่อสารมากขึ้น ถ้าอยากจะให้แน่ใจว่า มีความเข้าใจตรงกันจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องสำคัญ ๆ ทุกคนที่เกี่ยวข้องคงต้องทำใจที่จะได้ยินมากขึ้นในอนาคตว่า 'ในความเข้าใจของคุณ คำ ๆ นี้หมายถึงอะไร ' บางคนไม่ตั้งหลักให้ดี อาจจะนึกว่าถูกย้อน ('ยวน') ก็ได้นะคะ

 
At Tue Apr 26, 04:41:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ไปถามผู้รู้ที่บ้านมาแล้วค่ะ คำว่า'จับฉ่าย'หมายถึง ผักหลาย ๆ ชนิด คำว่า 'จับ'หมายถึงหลาย ๆ เช่นเดียวกับใน 'จับเลี้ยง'ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายอย่างที่ต้มให้ดื่มแก้ร้อนใน เผอิญมีเสียงเหมือนกับในคำ 'จับฉ่าย'ค่ะ

 
At Wed Apr 27, 02:52:00 AM, Anonymous Anonymous said...

สำหรับผมมีความเข้าใจเรื่อง การถกเถียง

เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับ การสื่อสารระหว่างมนุษย์คนเรา มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
โดยทีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ในเรื่องการสื่อสาร ให้จบทุกกระบวณท่า ก็ว่าได้ มาถึงตอนนี้บางคนจะบอกว่า ไม่เห็นจำเป็น หรือไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้เรื่องพรรค์นี้หรอก โอเค แต่ผมก็อยากจะถามคนเหล่านี้ว่า แล้วเมื่อใดคุณจะสามารถสื่อสารกับคนทั่วไป โดยที่มีการถกเถียงหรือขัดแย้ง แล้วซึ่งนำมาคำตอบที่ดี / สร้างสรรค์ และเป็นที่ยอมรับทุกคน

จิรภัทร์ ครับ

 
At Thu Apr 28, 06:34:00 PM, Anonymous แฟนพันธุ์แท้ค่ะ said...

ในอดีตที่ดิฉันเป็นเด็กที่อยู่ในท่ามกลางผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก สิ่งที่พบเห็นจนชินคือ "การถกเถียงกัน"ซึ่งบางครั้งก็หาข้อสรุปไม่ได้ พอโตขึ้นมาได้เรียนรู้แนวคิดทฤษฎีที่หลายหลาย discipline และมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า "เวลาอ่านงานเขียนของใครก็ตามให้อ่านไปถึงฐานความคิดของผู้เขียนด้วยก็จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น" วันนี้ดิฉันบอกกับตัวเองว่า "มีแว่นตาหลายสีอยู่ในมือ บางครั้งต้องใช้แว่นสีขาวบ้าง สีเขียวบ้าง สีเลือดหมูบ้าง ..." ทำให้ดิฉันเข้าใจความคิดของคนภายใต้ "บริบท /ตัวตน/และฐานความรู้ที่เค้ามีและเป็นอยู่" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ความเข้าใจ และสมรรถนะในการบูรณาการสิ่งต่างๆค่ะ"
หมายเหตุ:ขออนุญาตใช้คำว่า "แฟนพันธุ์แท้" ที่
อ.ประพนธ์กรุณามอบให้นะคะ

 
At Wed May 04, 08:33:00 AM, Anonymous Anonymous said...

ส่วนตัวของดิฉัน คิดเปรียบเทียบกับ นักเขียนชาวอังกฤษที่แต่งเรือ่งโรมิโอ จูเลียตอ่ะค่ะ ที่ว่าประมาณว่า
กุหลาบก็ยังคงเป็นกุหลาบในเมื่อกลิ่นและสีของมันบ่งบอกตัวมันเอง ถึงจะบอกว่าเป็นดอกอะไรก็ตาม มันก็ยังเป็น ดอกกุหลาบ
ประมาณนั้นค่ะ

 
At Thu May 05, 09:13:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ตามความหมายจากรากศัพท์เดิม "จับ" หรือ "จั๊บ" แปลว่า สิบ "ฉ่าย" แปลว่า ผัก

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ล้วนเป็นสมมติที่บัญญัติขึ้นมา

จะถกเถียงกันไปใยกับสิ่งมายา สมมติ ที่ไม่มีอะไรจีรัง

 
At Fri May 13, 09:37:00 PM, Anonymous Mam said...

ก่อนอื่น คงต้องขอแนะนำตัวนิดนะคะ เพิ่งเริ่มติดตาม
เว็ปของอาจารย์เมื่อไม่นานค่ะ แต่สนใจในเรื่องของ ปัญญาญาณ มานานแล้ว ศึกษามาเรื่อย ๆ ค่ะ

หัวข้อนี้น่าสนใจดีค่ะ เพราะหลายครั้งที่คนเราถกเถียง
กันในหัวข้อเดียวกันแต่เหมือนพูดกันคนละเรื่องเดียวกัน
ซึ่งก็อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า เพราะบริบทขอบเขตการรับรู้เดิมของแต่ละคนที่แตกต่างกันนั่นก็ส่วนหนึ่ง

ดิฉันมีประสพการณ์ทำงานกับนายญี่ปุ่นค่ะ บริบททาง
วัฒนธรรมของญี่ปุ่นกับไทยหลายเรื่องแตกต่างกันโดย
สินเชิง บางครั้ง ดิฉันคุยกับนายเป็นชั่วโมงในหัวข้อเดียวกัน แล้วนายก็สรุปว่า Hi (Yes) ซึ่งเราก็เข้าใจเอาเองว่า นายอนุมัติแล้วสั่งให้ทำได้เลย แต่พอเราหลงไปทำเข้าจริง ๆ กลับโดนดุว่า ว่าท่านแค่รับรู้รับทราบ นั่นมิใช่การตัดสินใจสั่งให้ทำ ยังมีขั้นตอนการขออนุมัติแบบเวียนตามลำดับชั้นอีกสำหรับเรื่องนี้ เป็นต้น
สำหรับตัวเอง เรื่องของการสื่อสารต่างวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ยาก ต้องเรียนรู้อีกเยอะทีเดียว

 
At Fri May 20, 09:10:00 PM, Blogger Meditation Mind said...

จุดเริ่มต้นของการถกเถียง จะมาจากพื้นฐานความเข้าใจของกลุ่มคนที่ถกเถียงกันนั้น มีความเข้าใจในเรืองนั้นๆต่างกันมาก ผมได้เข้าใจมากขึ้นมาก หลังจากได้ถกเถียงกับภรรยา เมื่อวานนี้ ขณะที่ผมเอง มักจะทำงานหนัก เพื่อจะสร้างฐานะให้ครอบครัว เป็นปึกแผ่น จะได้ไม่ลำบากในอนาคต เมื่อเราแก่ตัวลง ผมเคยเห็นญาติ หรือ เพื่อน หลายคน ลำบากในยามแก่แล้ว คืออายุ 70 แล้ว เงินทองหมด เพราะว่า ต้องรักษาร่างกายที่เจ็บป่วย
แต่ภรรยาผม จะไม่เข้าใจจิตใจเรา ที่ปรารถนาดีในการเร่งรีบสร้างฐานะ ก่อนจะแก่ แต่มักจะพยายามให้เราเอาใจในเรื่องของเขาเช่น หมู่นี้เธอไม่เอาใจฉัน เหมือนเดิมเลย ซึ่งเรามักจะถกเถียงกันในเรื่องนี้ จำได้ว่า 2 ครั้ง ในปีที่ผ่านมา
ครั้งนี้ทำให้ ผมได้หลักคิด เพื่อแลกเปลี่ยนกับทุกท่าน ในเชิง Dialogue โดยที่ผมได้หลักคิดจาก:
1) ใช้โยนิโสมนสิการ ทันที เมื่อได้สติหลังจากการถกเถียงนั้นๆแล้ว
2) พยายามทำความเข้าใจหลักของ ปฏิจจสมุปบาท ที่พระพุทธองค์สอนไว้ มี 12 ปัจจัย ซึ่งการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา
3)ทำให้ผมนึกถึง Intuition:ปัญญาญาณ อย่างมากเลยครับ

 

Post a Comment

<< Home