Wednesday, May 25, 2005

แจ้งข่าว F2F ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย. 48

F2F ย่อมาจาก Face to Face ซึ่งหมายถึง การพบปะพูดคุยกันแบบ “เห็นหน้าเห็นตา” ครับ ... อีกไม่กี่วัน Blog นี้ก็จะมีอายุครบ 3 เดือนแล้วครับ ผมคิดว่าเป็นเวลาพอเหมาะที่เราน่าจะได้มาพบกัน พูดคุยกันแบบ F2F บ้าง แต่ครั้งแรกนี้จะขอแบบที่ไม่เป็นทางการก่อนนะครับ

ฟังเสียงจากหลายๆ ท่านแล้ว คิดว่าที่สวนรถไฟน่าจะเหมาะเพราะเป็นบรรยากาศสบายๆ แบบเช้าวันอาทิตย์ และหลายท่านอาจจะไปออกกำลังกายที่นั่นอยู่แล้ว ก็สามารถ “แจม” รายการนี้ได้เลย ผมคิดว่าช่วงเวลาระหว่าง 8.00 – 10.00 น. น่าจะกำลังดี ใครที่ไม่เคยมาสวนรถไฟ ผมขอให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่าอยู่หลังสวนจตุจักรครับ เข้าไปทางข้างๆ ตึก ปตท. สำนักงานใหญ่ ที่บริเวณนี้แต่ก่อนเคยเป็นสนามกอฟ์ทของการรถไฟครับ

ที่นั่นมีของ (และอาหาร) ขายมากมายครับ ท่านสามารถหาของทานก่อนที่จะมาพูดคุย หรือจะนำมาทานระหว่างการพูดคุยก็ได้ครับ สำหรับบริเวณจุดนัดพบ ผมจะแจ้งให้ท่านทราบในโอกาสต่อไป...ครั้งนี้ถือว่าเป็นการจองเวลา จองตัวท่านไว้ก่อน......ท่านที่มีครอบครัว อย่าลืมชวนมาด้วยนะครับ.....ถ้าไม่เข้ามาร่วมวง จะมานั่งอ่านหนังสือ ...เดินเล่น หรือถ้าเป็นเด็กๆ ก็สามารถวิ่งเล่นหรือเช่าจักรยานขี่ได้อย่างสนุกสนาน...

....แล้วพบกัน วันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย. นี้ นะครับ

Saturday, May 21, 2005

การรับรู้ (3)

สิ่งที่ท่านช่วยกัน Comment ในคราวที่แล้วนั้น ... เยี่ยมจริงๆครับ (...นี่ก็คือ การรับรู้ ของผม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนมานั้น ตรงกับ ความเชื่อ ที่ผมมีอยู่ก็ได้) สงสัยเราจะมี “คลื่น” เดียวกัน ... ผมเองมีความเชื่อเหมือนท่านว่าการ “ฝึกสติ” นั้นจะทำให้เรา “ตามทัน” สิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจก็ตาม หากเราไม่เคยฝึกสติ มันก็คงจะไม่ว่องไวพอ เราก็เลยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กลายมาเป็นการรับรู้ที่อันตรายยิ่ง

ใน Model ของท่านอาจารย์อาจองนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าการรับรู้มักจะผ่านมาทางช่องทางการตีความแล้ว ท่านยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าการรับรู้นั้นอาจจะผ่านมาทาง “สัมผัสที่หก” หรืออาจจะเป็นการรับรู้แบบ “ผุดบังเกิด” ในลักษณะของการ “หยั่งรู้” ที่ผมเรียกว่า “ปัญญาญาณ” ก็ได้ (ดูส่วนสีเหลืองในรูปข้างล่างครับ)

การรับรู้2

ดังนั้นนอกจากเรื่อง “สติ” จะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมันไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการรับรู้ แต่ใน Model นี้ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า “ความรัก ความเมตตา” ก็เป็นองค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ด้วยเช่นกัน ผมเชื่อว่าผู้ที่มีหัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก ความเมตตา ย่อมจะมีการรับรู้ที่แตกต่างจากการรับรู้ของคนธรรมดาๆ (อย่างผม) อย่างแน่นอน ...
หรือท่านคิดว่าเป็นอย่างไร Share กันมาได้เลยครับ

Thursday, May 19, 2005

การรับรู้ (ต่อ)

การรับรู้ที่เราคุ้นเคย มักจะผ่านมาทาง ประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (ส่วน “ใจ” ในฐานะที่จัดว่าเป็นสัมผัสที่หกนั้น ผมจะขอยกไปก่อน ... จะยังไม่พูดถึงในครั้งนี้)

การรับรู้
รูปนี้ผมได้มาจากการฟังการบรรยายของท่านอาจารย์ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

รูปนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อตากระทบกับรูป หรือเมื่อหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส หรือ กายได้สัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง การรับรู้จะเกิดขึ้นทันทีที่มี “การตีความ” สิ่งที่เราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส หรือสัมผัสนี้ แต่ละคนจะ ตีความ สิ่งที่กระทบนี้ไม่เหมือนกัน โดยจะดึงข้อมูล (Data Retrieval) จากประสบการณ์ในอดีต หรือที่เก็บอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมาใช้ ข้อมูลเหล่านี้มาจากไหนนะหรือ? ... มันก็คือข้อมูลที่เราจัดเก็บไว้ (Data Storage) ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัวผ่านประสาททั้งห้าของเรานั่นเอง

ท่านคิดเห็นอย่างไรต่อรูปนี้ ...เราจะมีวิธีอย่างไรที่ทำให้การตีความของเราไม่ผิดเพี้ยน ไม่เบี่ยงเบน หรือไม่เต็มไปด้วยอคติ ...ลองเสนอแนะกันมานะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ ...ชีวิตเราคงจะง่ายขึ้นเยอะเลยครับ!

Monday, May 16, 2005

การรับรู้ ... ประตูแห่งความไม่เข้าใจกัน

ข้อความที่ว่า “พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น” นั้น บางทีมันก็ไม่จริงเสมอไปนะครับ บางครั้งทั้งๆที่เราพูดไปด้วยความหวังดี แต่ผู้ฟังกลับเข้าใจเราผิด กลับ “ตีความ” ไปในทางที่ไม่ดี พูดโต้กลับมา ทำให้เกิดอารมณ์ ระงับใจไว้ไม่อยู่ “แลกหมัด” พูดสวนกลับไป เรียกได้ว่า “ยิ่งพูดกันมากขึ้น ก็ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น” จนถึงขั้นที่อาจจะปวารณากับตัวเองว่า “ข้าจะไม่เตือนเอ็งแล้ว... ที่ข้าพูดไปนี้ก็ด้วยความหวังดีแท้ๆ... ครั้งหน้าข้าขอปิดปากเงียบดีกว่า ...” อะไรๆในทำนองนี้ เป็นต้น

ปัญหาที่ว่านี้ถ้าดูให้ดีจะพบว่ามาจากการ "รับรู้" ที่แตกต่างกันครับ คำพูดคำเดียวกัน เหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน แต่ในมุมมองของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ประเด็นเรื่อง “การสื่อสารระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า Communication” กลายเป็นปัญหา Classic ในทุกองค์กร การตีความที่แตกต่างกันนี้ เป็นเพราะเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เราเติบโตมาภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมต่างกัน มีความเชื่อ และการให้คุณค่า ให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆไม่เหมือนกัน

การรับรู้ที่ต่างกันนี้ ทำให้หลายๆครั้งเรื่องที่เรากำลังสื่อสารกันอยู่นี้ กลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ... แล้วท่านคิดว่าควรทำอย่างไรดีครับ?

Wednesday, May 04, 2005

บางส่วนจากวงสนทนาที่เรียกว่า “Dialogue”


เมื่อวันที่ 27 – 28 เมษายน ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมวงสุนทรียสนทนา (Dialogue) กับทีมงานของ รศ. ดร. อภิชัย เทอดเทียนวงษ์ ที่ทาง สคส. จัดให้กับเครือข่ายโรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่าง ณ จังหวัดพิษณุโลก สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าวงสนทนาที่เรียกว่า “Dialogue” อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการ “ฝึกพูด” แต่จริงๆ แล้ววง Dialogue เป็นการ “ฝึกฟัง” “ฝึกคิด” มากกว่า ที่ว่าเป็นการ ฝึกฟัง ก็เพราะว่ามันเป็นกระบวนการที่สอนให้เราฟังอย่างตั้งใจ ฟังโดยใช้ความรู้สึก เป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ส่วนการ ฝึกคิด ก็เป็นการทำไปตามหลัก “โยนิโสมนสิการ” คือ ฝึกให้มีการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ลองฟังเสียงที่อยู่ในใจของเราเอง (Inner Voice)


Dialogue เป็นการ “Create” Solution ไม่ใช่การ “Find” Solution การ Find เป็นการ “หาคำตอบ” ที่มีอยู่แล้ว เป็นคำตอบของ “อดีต” เป็น “ของเก่า” แต่การ Creat เป็นการ “สร้างใหม่” (อาจจะเป็นต่อยอดจาก “ของเก่า” ก็น่าจะได้) ได้คำตอบที่เป็น “ของสด” มีความเป็น “ปัจจุบัน”

ในสองวันนี้ผมถือว่าโชคดีอย่างยิ่ง เพราะ ดร. อภิชัย ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับบุคคลสำคัญ 2 ท่าน คือ ดร. ภาสี (Prof. B.K. Passi) และภรรยา ท่านเป็นชาวอินเดีย มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองบอมเบย์ ท่านมาเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้กับ มจธ. เป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว สิ่งที่ผมคุยกับท่านทั้งสองได้ “ถูกคอ” เป็นอย่างยิ่งก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับท่าน Osho ดร. ภาสี เองเคยพบกับท่าน Osho ด้วย และนิยมชมชื่นว่าท่าน Osho เป็นบุคคลที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่ง ภรรยาของ ดร. ภาสีเองก็มีความประทับใจในคำสอนของท่าน Osho เช่นกัน ถึงกับบอกว่าที่บ้านท่านที่อินเดียมีหนังสือและเทปคาสเซทการบรรยายของท่าน Osho มากมาย หากท่านกลับไปอินเดียครั้งหน้า ท่านจะนำมาให้ผมได้มีโอกาสฟังด้วย


รูปภาพที่ผมถ่ายกับดร.ภาสี และภรรยา เมื่อ 28 เม.ย. 2548 Passi2

บางท่านอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “ธรรมะจัดสรร” แต่สำหรับผม.....ผมเชื่อในพลังแห่ง “คลื่น” ... มันเป็น คลื่น ที่นำพาให้คนที่สนใจในเรื่องที่คล้ายๆ กัน หรือมีแรงปรารถนาร่วมกันได้มาเจอะเจอกัน และร่วมกันทำสิ่งที่ “ฝันไว้” ให้เป็นจริง

ผมดีใจที่ได้มีโอกาสพบกับท่านผ่าน blog นี้ ... และหวังว่าคงไม่นานเกินรอที่เราจะได้มีโอกาสพูดคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตาบ้าง ขณะนี้ผมกำลังวางแผนจะจัดวงพูดคุยในลักษณะที่เป็น Dialogue ในเรื่อง ปัญญาญาณ ... แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้รูปแบบที่ไม่ค่อยเป็นทางการ เช่นนัดเจอกันเช้าวันอาทิตย์ที่บริเวณสวนรถไฟ หรือจัดในลักษณะที่เป็นทางการในโรงแรมดี? ...ใครมี Idea อะไรในเรื่องนี้ ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ยินดีรับฟังทุกความเห็นครับ ... เป็น Idea ประเภท "หลุดโลก" ก็ได้ครับ