Saturday, May 21, 2005

การรับรู้ (3)

สิ่งที่ท่านช่วยกัน Comment ในคราวที่แล้วนั้น ... เยี่ยมจริงๆครับ (...นี่ก็คือ การรับรู้ ของผม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งที่ท่านเขียนมานั้น ตรงกับ ความเชื่อ ที่ผมมีอยู่ก็ได้) สงสัยเราจะมี “คลื่น” เดียวกัน ... ผมเองมีความเชื่อเหมือนท่านว่าการ “ฝึกสติ” นั้นจะทำให้เรา “ตามทัน” สิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจก็ตาม หากเราไม่เคยฝึกสติ มันก็คงจะไม่ว่องไวพอ เราก็เลยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กลายมาเป็นการรับรู้ที่อันตรายยิ่ง

ใน Model ของท่านอาจารย์อาจองนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าการรับรู้มักจะผ่านมาทางช่องทางการตีความแล้ว ท่านยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าการรับรู้นั้นอาจจะผ่านมาทาง “สัมผัสที่หก” หรืออาจจะเป็นการรับรู้แบบ “ผุดบังเกิด” ในลักษณะของการ “หยั่งรู้” ที่ผมเรียกว่า “ปัญญาญาณ” ก็ได้ (ดูส่วนสีเหลืองในรูปข้างล่างครับ)

การรับรู้2

ดังนั้นนอกจากเรื่อง “สติ” จะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมันไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการรับรู้ แต่ใน Model นี้ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า “ความรัก ความเมตตา” ก็เป็นองค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ด้วยเช่นกัน ผมเชื่อว่าผู้ที่มีหัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก ความเมตตา ย่อมจะมีการรับรู้ที่แตกต่างจากการรับรู้ของคนธรรมดาๆ (อย่างผม) อย่างแน่นอน ...
หรือท่านคิดว่าเป็นอย่างไร Share กันมาได้เลยครับ

5 Comments:

At Sat May 21, 08:41:00 AM, Anonymous Pong Pawijit said...

การได้พบอจ.วันนี้ที่ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ ทำให้ผมได้ webblog ของอจ.

ตอนนี้ ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อ Blink เขียนโดย นาย Malcolm Galdwell ซึ่งนายคนนี้ มีหนังสืออีกเล่มทำนองเดียวกันคือ tipping point

ในหนังสือ Blink เป็นการพูดถึงเรื่องการตัดสินใจแบบ thin slice ด้วยการยกตัวอย่างคนที่ตัดสินใจเรื่องบางอย่างที่ซับซ้อนเหมือนกับญานปัญญา แต่นายคนนี้เขียนให้คนที่ไม่เชื่อเรื่องที่ยากจะอธิบายได้เป็นวิทยาศาสตร์โดยอ้างการศึกษาทางจิตวิทยา ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองชอบเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่สามารถอธิบายได้ หนังสือเล่มนี้จะช่วยอธิบายเรื่องยาก ๆ ได้ อจ.ลองหาอ่านดู มีหลาย ๆ เรื่องคือวิถีตะวันออกเรา แต่เราเลือกที่จะคิดว่าวิถีตะวันออกเป็นสิ่งที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ยากต่อการอธิบาย เมื่อการศีกษาค้นคว้ามากขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อถือของศาสตร์ตะวันออกมีความเด่นขึ้นมาอย่างมาก

จะกลับมาเยี่ยมอจ.อีกครับ
แวบไปอ่านเรื่องความสุข ฯ ของอจ. และเรื่องอจ.กลับไปตราด เหมือนกับความปราถนาของตัวเอง ที่อยากเขียนแปลนของชีวิตอีกแบบหนึ่ง กำลังศึกษาอยู่ ...

 
At Sat May 21, 09:27:00 AM, Blogger Meditation Mind said...

ความรัก ความเมตตา เป็นสิ่งค้ำจุนโลกของเราครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลใดที่มี พรหมวิหาร 4 คือ
เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ของคนในทุกวงการ
ทั้ง ธุรกิจ และวงการ ศาสนา (ทางโลก และทาง ธรรม) ย่อมจะสร้างให้ ประเทศไทย และทุกประเทศในโลกนี้ แข่งขันกันทำความดี ครับ ใช้ลักษณะ
WIN-WIN ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันสันติสุข
-ทางโลก ก็จะเจริญ ไม่แข่งกัน ทำร้ายกันในทางไม่ดี
-ทางธรรม ก็ได้รับการเกื้อหนุนทางจัตุปัจจัย จากฆราวาส คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตามที่พระพุทธองค์ ได้ชี้แนะแนวทางมา 2548 ปีมาแล้ว ย่อมเป็นประจักรว่า ดีจริงๆครับ
ผมได้ Dialogue กับ อาจารย์ หลายวันมานี้ ผมถือว่า ผมได้รับความรู้ และความเข้าใจ ทั้งทางโลก(ธุรกิจ)และทางใจ โดยถือว่า อาจารย์ เป็นกัลยาณมิตร ที่ดี คอยจุดประกายความคิดที่เป็นกุศลกรรม อาจารย์ ย่อมจะบรรลุ ทั้งทางโลก และทางธรรม ได้ในที่สุดครับ

 
At Sun May 22, 04:06:00 AM, Anonymous แหม่ม said...

เรื่องการรับรู้ด้วยสัมผัสที่หก โดยความเห็นส่วนตัวคิด
ว่า การรับรู้ในระดับ six sense เป็นทั้งเรื่องของ
พรสวรรค์และพรแสวง บางคนอาจไม่ได้เกิดมามีสิ่งนี้
ติดตัว แต่มาแสวงหาเอาได้ ทั้งโดยวิถีของการพัฒนาสติ พัฒนาจิตใจ ให้มีความรัก ความเมตตา มุ่ง
ทำแต่สิ่งดี ๆ ในที่สุด จิตก็จะเข้าสู่สภาวะของความแจ่ม
ใส ที่มีพลังพอที่จะก่อให้เกิดความรับรู้ในระดับของ
ปัญญาญาณ (นี้เป็นความเชื่อส่วนตัวค่ะ ผิดถูกยังไงขอผู้รู้ชี้แนะด้วยค่ะ)

 
At Mon May 23, 11:20:00 PM, Anonymous Anonymous said...

สติมาปัญญาเกิด....แต่ปัญญาที่จะสร้างคน สร้างองค์กร สร้างโลก ให้วิวัฒน์... ต้องคู่กับความเมตตากรุณา... หากปัญญาใดที่ไร้ซึ่งความเมตตากรุณา(ดังเช่นปัญญาของฮิตเลอร์)... ก็ย่อมจะสร้างแต่ความทุกข์ให้กับตน คนอื่น องค์กร หรือแม้แต่โลก.

 
At Sun Aug 28, 08:19:00 AM, Anonymous คุรุริน said...

ฉันคิดว่า มนุษย์ที่รู้จักความรัก ความเมตตา ย่อมจะประพฤติตนแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความเสียสละตามมา ทำให้เกิดการปฎิบัติที่ดีต่อผู้อื่น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สัมผัสที่หกย่อมติดตัวบุคคลนั้นๆมาแต่กำเนิด มันเป็นความรู้สึกพิเศษอยู่ในจิตใจ เป็นความแน่ใจอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่มีข้อมูลใดๆทั้งสิ้น ยังประกอบด้วยความช่างคิด ในแง่มุมที่ลึกลงไป
จริงอยู่ที่ว่าพัฒนากันได้ด้วยความสนใจเรียนรู้และฝึกฝน แต่มันก็เหมือนเดินไปตามเส้นที่มีให้เดิน
สัมผัสที่หกจะพาคุณเดินไปเองแม้ไร้เส้นทาง

 

Post a Comment

<< Home