Monday, May 16, 2005

การรับรู้ ... ประตูแห่งความไม่เข้าใจกัน

ข้อความที่ว่า “พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น” นั้น บางทีมันก็ไม่จริงเสมอไปนะครับ บางครั้งทั้งๆที่เราพูดไปด้วยความหวังดี แต่ผู้ฟังกลับเข้าใจเราผิด กลับ “ตีความ” ไปในทางที่ไม่ดี พูดโต้กลับมา ทำให้เกิดอารมณ์ ระงับใจไว้ไม่อยู่ “แลกหมัด” พูดสวนกลับไป เรียกได้ว่า “ยิ่งพูดกันมากขึ้น ก็ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น” จนถึงขั้นที่อาจจะปวารณากับตัวเองว่า “ข้าจะไม่เตือนเอ็งแล้ว... ที่ข้าพูดไปนี้ก็ด้วยความหวังดีแท้ๆ... ครั้งหน้าข้าขอปิดปากเงียบดีกว่า ...” อะไรๆในทำนองนี้ เป็นต้น

ปัญหาที่ว่านี้ถ้าดูให้ดีจะพบว่ามาจากการ "รับรู้" ที่แตกต่างกันครับ คำพูดคำเดียวกัน เหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน แต่ในมุมมองของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ประเด็นเรื่อง “การสื่อสารระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า Communication” กลายเป็นปัญหา Classic ในทุกองค์กร การตีความที่แตกต่างกันนี้ เป็นเพราะเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เราเติบโตมาภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมต่างกัน มีความเชื่อ และการให้คุณค่า ให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆไม่เหมือนกัน

การรับรู้ที่ต่างกันนี้ ทำให้หลายๆครั้งเรื่องที่เรากำลังสื่อสารกันอยู่นี้ กลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ... แล้วท่านคิดว่าควรทำอย่างไรดีครับ?

8 Comments:

At Mon May 16, 08:03:00 AM, Anonymous แฟนพันธุ์แท้ค่ะ said...

อยากขยายหัวข้อของอาจารยืเป็น "การรับรู้...ประตูแห่งความไม่เข้าใจและ... การเลือกปฏิบัติ"
ดิฉันเคยถามอาจารย์ท่านนึงว่า "ทำไมคนที่เป็นผู้บังคับบัญชาไม่รู้เหรอว่า คนนี้ทำงานเก่ง และเป็นคนดีด้วย" อาจารย์ตอบว่า "เค้าเลือกที่จะรับรู้ ... เลือกที่จะใช้คนที่ประสานประโยชน์ได้ลงตัว ต้องยอมรับว่า คนเก่งบางครั้งก็ทำงานด้วยยาก เค้าไม่ยอมอะไรง่าย ๆ หรอก ..." ดิฉันจึงถึงบางอ้อ
ตอนนี้ลูกศิษย์ดิฉัน 2 คน กำลังตามอ่าน Blog ของอาจารย์อยู่นะคะ ดิฉันบอกเค้าว่า "อย่าอ่านอย่างเดียว... ให้แบ่งปันด้วย"

 
At Mon May 16, 08:31:00 PM, Anonymous Boonpitak said...

พึงเตือนตนด้วยการฟัง
พึงระวังด้วยการคิด
พึงสร้างมิตรด้วยการพูด

หลายคนมักเลือกที่จะรับรู้ ดังนั้นเราต้องรู้จักเลือกที่จะรับรู้ให้เหมาะสม จะพูด จะฟัง อะไรต้องคิดให้ดี ดังเช่นพรปีใหม่ที่ ในหลวงได้เคยพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ปี 2540 ที่ว่า

คิด ก่อน พูด
พูด แล้ว ทำ
ทำ หลัง คิด
คิด ก่อน ทำ
ทำ แล้ว พูด
พูด หลัง คิด

 
At Tue May 17, 12:02:00 AM, Anonymous Anonymous said...

การรับของคนเราจะเกิดผลตามมา 2 อย่าง คือ รู้ กับ รู้สึก ถ้าเลือกรู้แล้วพิจารณาต่อก็จะเกิดปัญญา แต่ถ้าเลือกรู้สึกก็จะเกิดตัณหา อุปาทานต่อ ปัญหาที่เกิดความไม่เข้าใจกันน่าจะมาจากการเลือกรู้สึกมากกว่าเลือกรู้ จึงอยู่ที่เราว่าจะมีสติกำกับตัวเองได้เพียงใด

 
At Tue May 17, 01:51:00 AM, Blogger peter said...

มีปํญหามากมายที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน ฉนั้นต้องอาศัยทักษะของผู้พูดในการเลือกใช้ คำ ประโยค พร้อมทั้งการแสดงออกถึงโทนเสียง สีหน้าและความรู้สึกประกอบ แม้กระทั้งการสื่อข้อมูลด้วยสายตาให้สอดรับกับความต้องการของผู้ส่งข้อมูลก็มีความสำคัญเช่นกัน เพื่อให้คู่สนทนาสามารถรับรู้ได้ทั้งการฟังและการแปลความจากอากัปกริยา ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น อาจารย์พูดถูกต้องในหลายๆสถานการณ์ การพูดมากไป ไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหา กลับทำให้เกิดความขุ่นเคืองมากขึ้น ดังนั้นคนเราต้องมองสถานการณ์ให้ออกและเลือกใช้แนวทางสื่อสารที่เหมาะสม ทุกๆอย่างที่เราคิดไม่จำเป็นต้องพูดทุกประเด็น เราสามารถเลือกที่จะพูดบางส่วน และถ้าจำเป็นที่จะต้องพูดในส่วนที่เหลือ ก็สามารถเก็บไว้พูดในโอกาสที่เหมาะสมต่อไปได้ ก็น่าจะทำให้เกิดปัญหาน้อยลงครับ

 
At Tue May 17, 02:24:00 AM, Anonymous Boonpitak said...

ร่วมแจมกับคุณ Peter ด้วย ในเรื่องการพูด

คิดทุกคำที่พูด
แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด
เพราะถ้าพูดทุกคำที่คิด
อาจผิดทุกคำที่พูด

:-)

 
At Thu May 19, 03:05:00 AM, Blogger Meditation Mind said...

ผมขอ Dialogue ด้วยคนในเรื่องเกี่ยวกับ Communication ดังนี้ครับ:
ที่อาจารย์ได้กล่าวนำมาให้ทราบนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย สาเหตุเป็นเพราะว่า การรับรู้ของคนที่เราได้พูดคุยด้วยนั้น ใจของคนคนนั้น ได้เปิดเครืองรับฟังไม่เต็มที่ หรือคลื่นความถี่ของใจที่เป็นธรรมชาติของคนนั้น ไม่สามารถรับรู้ หรือรับรู้ไม่ตรงกับที่เราสื่อสารออกไป จึงทำให้เกิด Communication เรื่องนั้นๆ ไม่ตรงกัน วิธีแก้นั้น ต้องแก้ที่เราเองก่อน กล่าวคือเราต้องเปิดใจของเราเต็มที่ เพื่อสามารถรับรู้ถึงจิตต่อจิตซึ่งกันและกัน สื่อถึงจิตใจเขาว่า ทำไมรับรู้ไม่ตรงกับที่เราคิด ทำใจนิ่งๆ ใชปัญญาญาณ เพ่งพิจารณาให้ถ่องแท้ หากว่าเขายังไม่เข้าใจเรา เราต้องตั้งจิตอธิฐานว่า คนเราจะมีระดับการรับรู้อยู่ 5 ประเภท ตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ดอกบัว จะมี 5 ประเภท เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ให้มีอารมณ์เกิดการโต้เถียงกัน ต้องรู้ด้วยปัญญาญาณของเราเอง ก็จะแก้ปัญหานี้ได้เองครับ

 
At Tue Jun 14, 02:22:00 AM, Anonymous แนน said...

ก็แค่ เมื่อเราคิดว่าทำไมเขาไม่เข้าใจเรา ก็ให้คิดต่อไปว่าทำไมเราไม่เข้าใจเขาบ้างล่ะคะ
ลองมองต่างมุมดูบ้าง

 
At Sun Mar 23, 10:31:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ดอกบัวมี4เหล่า ไม่ใช่5

 

Post a Comment

<< Home