Thursday, May 19, 2005

การรับรู้ (ต่อ)

การรับรู้ที่เราคุ้นเคย มักจะผ่านมาทาง ประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย (ส่วน “ใจ” ในฐานะที่จัดว่าเป็นสัมผัสที่หกนั้น ผมจะขอยกไปก่อน ... จะยังไม่พูดถึงในครั้งนี้)

การรับรู้
รูปนี้ผมได้มาจากการฟังการบรรยายของท่านอาจารย์ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

รูปนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อตากระทบกับรูป หรือเมื่อหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส หรือ กายได้สัมผัสกับบางสิ่งบางอย่าง การรับรู้จะเกิดขึ้นทันทีที่มี “การตีความ” สิ่งที่เราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส หรือสัมผัสนี้ แต่ละคนจะ ตีความ สิ่งที่กระทบนี้ไม่เหมือนกัน โดยจะดึงข้อมูล (Data Retrieval) จากประสบการณ์ในอดีต หรือที่เก็บอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมาใช้ ข้อมูลเหล่านี้มาจากไหนนะหรือ? ... มันก็คือข้อมูลที่เราจัดเก็บไว้ (Data Storage) ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัวผ่านประสาททั้งห้าของเรานั่นเอง

ท่านคิดเห็นอย่างไรต่อรูปนี้ ...เราจะมีวิธีอย่างไรที่ทำให้การตีความของเราไม่ผิดเพี้ยน ไม่เบี่ยงเบน หรือไม่เต็มไปด้วยอคติ ...ลองเสนอแนะกันมานะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ ...ชีวิตเราคงจะง่ายขึ้นเยอะเลยครับ!

3 Comments:

At Thu May 19, 06:12:00 PM, Anonymous วัลลา ตันตโยทัย said...

เรียนอาจารย์ประพนธ์

ขอร่วม share ความคิดเห็นในเรื่องของการรับรู้ด้วยนะคะ เห็นด้วยกับอาจารย์ที่ว่าการรับรู้เป็นเรื่อง
สำคัญ ดิฉันคิดว่าการที่จะช่วยให้รับรู้ได้ตรงกันนั้น เมื่อได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสแล้ว จะต้องรับรู้อย่างมีสติ ซึ่งตรงนี้คงต้องมีการฝึกฝน และเป็นสิ่งที่คิดว่าคนส่วนใหญ่รวมทั้ง
ดิฉันด้วยยังขาดทักษะในเรื่องนี้
สิ่งสำคัญคืออย่า "ด่วนสรุป" จะต้องคิดไตร่ตรอง เก็บข้อมูลที่เป็น non-verbal communication และสภาวะแวดล้อมด้วย และจะต้องมีการตรวจทานความเข้าใจของ
ตนเองกับผู้ที่สื่อสารด้วยว่าเข้าใจตรงกัน
หรือไม่

 
At Thu May 19, 06:33:00 PM, Blogger Meditation Mind said...

รูปที่อาจารย์ได้ส่งมา เพื่อต้องการสื่อสารกับ บุคคลที่ได้ Communication ทาง website นี้ โดนใจผมมากเลยครับ หากใจเรา ไม่มีอารมณ์ อคติ ข้อมูลในอดีต ที่ฝังใจอยู่ ณ ขณะที่ตีความ จะทำให้การวิเคราะห์ การตีความของเรา ไม่ผิดเพี้ยน แน่นอน ดังเช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ใส่เข้าไป เช่นการออกแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวอย่างนี้เป็นต้น ผมมีข้อเสนอแนะเป็นการสื่อสารกับคนอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ ดังนี้คือ:
1)ก่อนตีความข้อมูลที่เราได้รับรู้เข้ามานั้น เราต้องขจัดความมีอคติในใจของเราก่อน ด้วยการตั้งจิตอธิฐานว่า เราต้องการความถูกต้องของข้อมูลที่เราจะวิเคราะห์นี้ เพราะฉะนั้น จะทำให้ใจของเราเป็นกลางก่อน
2)แล้วให้วิเคราะห์ตามขบวนการที่ อาจารย์ได้เสนอมาครับ
3)ต้องหมั่นทบทวนบ่อยๆ โดยใช้หลัก ของ Deming Circle คือ: Plan Do Check Action จนสามารถ ทำออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นคู่มือให้คนอื่นรับรู้ และ รับทราบได้
ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญญาญาณ จะเป็นตัวกรองข้อมูลสุดท้ายครับ โดยที่เราจะต้องฝึกฝนด้านสมาธิ ให้ถึงขั้น ระดับ ฌาณ 4 ครับ อาจารย์โปรดชี้แนะด้วยครับ

 
At Thu May 19, 07:04:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ผมขอร่วมเสนอดังนั้ครับ
1. ต้องเข้าใจปฏิจจสมุปบาท
2. หมั่นฝึกวิปัสสนาภาวนา (ไม่ใช่แค่สมถภาวนะ) ซึ่งเป็นการฝึกของปัจเจกบุคคล แต่ปัญหาคือ พอออกจากการฝึก อาจคุมสติไม่ได้ ดังนั้นควรเพิ่ม
3. การฝึกสนทนาแบบ Dialogue เพราะจะเป็นการฝึกสติระหว่างการสนทนา

 

Post a Comment

<< Home