Wednesday, May 04, 2005

บางส่วนจากวงสนทนาที่เรียกว่า “Dialogue”


เมื่อวันที่ 27 – 28 เมษายน ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมวงสุนทรียสนทนา (Dialogue) กับทีมงานของ รศ. ดร. อภิชัย เทอดเทียนวงษ์ ที่ทาง สคส. จัดให้กับเครือข่ายโรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่าง ณ จังหวัดพิษณุโลก สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าวงสนทนาที่เรียกว่า “Dialogue” อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการ “ฝึกพูด” แต่จริงๆ แล้ววง Dialogue เป็นการ “ฝึกฟัง” “ฝึกคิด” มากกว่า ที่ว่าเป็นการ ฝึกฟัง ก็เพราะว่ามันเป็นกระบวนการที่สอนให้เราฟังอย่างตั้งใจ ฟังโดยใช้ความรู้สึก เป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ส่วนการ ฝึกคิด ก็เป็นการทำไปตามหลัก “โยนิโสมนสิการ” คือ ฝึกให้มีการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ลองฟังเสียงที่อยู่ในใจของเราเอง (Inner Voice)


Dialogue เป็นการ “Create” Solution ไม่ใช่การ “Find” Solution การ Find เป็นการ “หาคำตอบ” ที่มีอยู่แล้ว เป็นคำตอบของ “อดีต” เป็น “ของเก่า” แต่การ Creat เป็นการ “สร้างใหม่” (อาจจะเป็นต่อยอดจาก “ของเก่า” ก็น่าจะได้) ได้คำตอบที่เป็น “ของสด” มีความเป็น “ปัจจุบัน”

ในสองวันนี้ผมถือว่าโชคดีอย่างยิ่ง เพราะ ดร. อภิชัย ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับบุคคลสำคัญ 2 ท่าน คือ ดร. ภาสี (Prof. B.K. Passi) และภรรยา ท่านเป็นชาวอินเดีย มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองบอมเบย์ ท่านมาเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้กับ มจธ. เป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว สิ่งที่ผมคุยกับท่านทั้งสองได้ “ถูกคอ” เป็นอย่างยิ่งก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับท่าน Osho ดร. ภาสี เองเคยพบกับท่าน Osho ด้วย และนิยมชมชื่นว่าท่าน Osho เป็นบุคคลที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่ง ภรรยาของ ดร. ภาสีเองก็มีความประทับใจในคำสอนของท่าน Osho เช่นกัน ถึงกับบอกว่าที่บ้านท่านที่อินเดียมีหนังสือและเทปคาสเซทการบรรยายของท่าน Osho มากมาย หากท่านกลับไปอินเดียครั้งหน้า ท่านจะนำมาให้ผมได้มีโอกาสฟังด้วย


รูปภาพที่ผมถ่ายกับดร.ภาสี และภรรยา เมื่อ 28 เม.ย. 2548 Passi2

บางท่านอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “ธรรมะจัดสรร” แต่สำหรับผม.....ผมเชื่อในพลังแห่ง “คลื่น” ... มันเป็น คลื่น ที่นำพาให้คนที่สนใจในเรื่องที่คล้ายๆ กัน หรือมีแรงปรารถนาร่วมกันได้มาเจอะเจอกัน และร่วมกันทำสิ่งที่ “ฝันไว้” ให้เป็นจริง

ผมดีใจที่ได้มีโอกาสพบกับท่านผ่าน blog นี้ ... และหวังว่าคงไม่นานเกินรอที่เราจะได้มีโอกาสพูดคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตาบ้าง ขณะนี้ผมกำลังวางแผนจะจัดวงพูดคุยในลักษณะที่เป็น Dialogue ในเรื่อง ปัญญาญาณ ... แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้รูปแบบที่ไม่ค่อยเป็นทางการ เช่นนัดเจอกันเช้าวันอาทิตย์ที่บริเวณสวนรถไฟ หรือจัดในลักษณะที่เป็นทางการในโรงแรมดี? ...ใครมี Idea อะไรในเรื่องนี้ ช่วยแนะนำด้วยนะครับ ยินดีรับฟังทุกความเห็นครับ ... เป็น Idea ประเภท "หลุดโลก" ก็ได้ครับ

5 Comments:

At Thu May 05, 05:00:00 AM, Anonymous Anonymous said...

อาจารย์ครับ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วม dialogue ครั้งนี้ด้วย ผมเห็นด้วยกับข้อความที่อาจารย์ post ทั้งหมด แต่ผมมีข้อคิดเห็นและข้อสงสัยดังนี้ครับ
1. เพียงพบกัน มองตาแล้วรู้ใจ พอเพียงสำหรับdialogue หรือไม่ครับ เพราะบางครั้งผมรู้สึกว่าไม่ต้องสื่ออะไร ผมก็รู้สึกถึงความรู้สึกของคู่สนทนาดีพอแล้ว หรือคู่สนทนาก็มีความเข้าใจดี หรือตระหนักในเรื่องนั้นแล้ว
2. ทำอย่างไรให้เราสามารถแสดงความรู้สึก หรือพูดในสิ่งที่ใจเราอยากพูดได้ดีเหมือนอาจารย์ครับ บางครั้งเราอยากพูด แต่สิ่งที่เราจะพูดรู้สึกว่าไร้สาระเหลือเกินเมื่อเทียบกับความคิดเห็นของอาจารย์ (เมื่อใช้หลัก dialogue ฟังอาจารย์พูดแล้ว )
3. ผมเสนอสถานที่แบบไม่ทางการครับ และควรสร้างกิจกรรมร่วมกันไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย หรือเคอะเขิน)
ตอนนี้ยังไม่อยากปรากฎตัวครับ ขอเป็น ไอ้โม่งดำไปก่อนนะครับ แต่อาจารย์คงเดาออกว่าผมเป็นใคร

 
At Fri May 06, 06:38:00 AM, Anonymous Anonymous said...

ขออนุญาตเปิดประเด็น Dialogue...

"Life does not listen to your logic; it goes on its own way, undisturbed.

You have to listen to life; life will not listen to your logic,

it does not bother about your logic.

-- Osho

 
At Fri May 06, 08:52:00 PM, Blogger Dr. Prapon said...

ดีใจมากครับที่ได้อ่าน Comment ดีๆเช่นนี้ ข้อความของท่าน osho ที่หยิบยกมานี้ดีมากเลยครับ ... ผมขอชะลอการพูดถึงข้อความนี้ไว้ก่อน ...เปิดโอกาสให้ท่านอื่นก่อนครับ ...สำหรับประเด็นของท่านที่เป็น "โม่งดำ" ตาม "ความเห็น" ของผม ผมคิดว่า dialogue ที่ดีน่าจะเปิดช่องทางให้กับประสาทสัมผัสทั้งหกเลยครับ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นที่ท่านพูดถึงว่า "มองตาแล้วรู้ใจ" ก็เป็นการใช้ประสาทสัมผัส 2 ตัวในหกตัวแล้วครับ ในวันนั้น...ถ้าจำได้ ดร.ภาสีได้พูดถึงเรื่องการสัมผัสกายด้วยนะครับ สำหรับสัมผัสเรื่องจมูกผมว่าก็มีส่วนนะครับ จะเห็นได้ว่าทีมของอาจารย์อภิชัยได้มีการตระเตรียมจุดน้ำมันหอมไว้ในห้องที่ทำ dialogue ด้วย ผมว่าช่วยสร้างบรรยากาศได้มากเลยครับ ส่วนสัมผัสเรื่องหูหรือการฟังคงไม่ต้องพูดถึงนะครับ เพราะทุกคนรู้ดีว่าสำคัญเพียงใด สัมผัสตัวสุดท้ายที่ผมยังไม่ได้พูดถึง เป็นเรื่องของลิ้นและการรับรู้รสครับ ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่ามาเกี่ยวข้องกับ dialogue ได้อย่างไร ...

 
At Tue May 10, 07:56:00 AM, Blogger Meditation Mind said...

เรียน ดร.ประพนธ์ ที่นับถือ

ก่อนอื่น ผมดีใจที่ได้อ่านหนังสือที่ อาจารย์ได้แปลและเรียบเรียงเรื่อง: Intuition(ปัญญาญาณ)ได้อย่างดี ผมเข้าใจ ปัญญาญาณค่อนข้างดี และเข้าถึง&รับได้ทั้งหมด ผมขอแสดงความเห็นในเรื่อง:Dialogue ดังนี้ครับ
1)การจะ Dialogue กันและกันได้ดีนั้น ผมมีความเชื่อว่าคนที่คลื่นสมองใกล้เคียงกัน จะสื่อถึงกันได้รวดเร็วมาก ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันเลยก็ตาม แต่อยู่ทำกิจกรรมร่วมกันในสถานที่เดียวกัน ตามที่ anonymous said ได้เขียนถึง อาจารย์ไว้ครับ
2)ผมเสนอสถานที่ สวนรถไฟ ตามที่อาจารย์ได้แนะนำมา ดีแล้วครับ ผมไปออกกำลังกายประจำครับ
3)ผมเป็นรุ่นน้องอาจารย์ 1 รุ่นครับ เคยฟังอาจารย์ บรรยายหลายครั้งครับ รู้สึกประทับใจในความคิดเห็นที่ดีๆ อยากได้มีโอกาส Dialogue กันครับ

 
At Wed May 18, 08:24:00 PM, Anonymous mayana said...

อย่างไรก็ได้ค่ะสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมที่จะสะดวกและไม่เป็นภาระในการเดินทาง แต่เสนอว่าในระยะแรกควรเป็นในห้องที่บรรยากาศสบายๆ ไม่เคร่งเครียด มีพื้นที่ว่างพอควร ไม่แน่นอึดอัด ไม่มีเสียงดังรบกวน เพราะบางครั้งเราต้องการสมาธิในการทบทวนสิ่งที่ฟัง แล้วมีเสียงรถไฟปุ๊นๆ สมาธิคงแตกกระเจิงแน่ๆค่ะ

 

Post a Comment

<< Home