Thursday, June 30, 2005

สาเหตุใหญ่ที่ทำให้องค์กร "ล้มเหลว"


เวลาผมพูดว่า “ล้มเหลว” ผมหมายถึงการที่องค์กรไม่สามารถสนองตอบต่อพันธกิจ (Mission) ที่กำหนดไว้ หรือไปไม่ถึงเป้าหมาย (Goal) ไม่เป็นไปตามวิสัยทัศน์ (Vision) ที่มุ่งมาดปรารถนา

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมขอสรุปว่าองค์กรส่วนใหญ่ “ไปไม่ถึงไหน” ด้วยสาเหตุใหญ่ๆ ดังนี้คือ “อ่อนจัดการ บริหารไม่เป็น ไม่ได้เน้นนวัตกรรม”

สาเหตุที่ 1 – “อ่อนจัดการ”
ผมหมายถึง การจัดการกับเรื่อง Routine ทั่วๆ ไป ซึ่งหมายถึง การใช้ข้อมูลและความรู้ในการตัดสินใจดำเนินงาน Keywords ในข้อนี้ก็คือ การแก้ปัญหา (problem – solving) การใช้ข้อมูลสารสนเทศ (information) และการจัดการความรู้ (knowledge management) องค์กรใดที่ไม่ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการตัดสินใจ ไม่ใช้ความรู้ในการทำงาน ไม่ใส่ใจในการแก้ปัญหา และไม่ได้เรียนรู้จากปัญหา ก็น่าจะจัดว่าเป็นองค์กรที่ “อ่อนในเรื่องการจัดการ”

สาเหตุที่ 2 – “บริหารไม่เป็น” ผมกำลังพูดถึงหลักการบริหาร (Management) ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเงิน (Financial Management) การบริหารคน (HR Management) การบริหารตลาด (Marketing Management) การบริหารคุณภาพ (Quality Management) หรือ การบริหารกระบวนการ (Process Management) ก็ตาม จริงๆ แล้วผมว่าคนไทยที่เรียนทางด้านบริหารมานั้นมีมากมายเหลือเกิน แต่ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมในหลายๆ องค์กร จึงยังมีปัญหาด้านการบริหารออยู่ค่อนข้างมาก หรือว่าศาสตร์ด้านการบริหารที่ร่ำเรียนกันมานั้นใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่เราเรียนกันมันล้าสมัยหรือเปล่า? หรือว่ามันเป็นหลักการที่นำมาจากบริบทของทางตะวันตก ไม่เหมาะสม และใช้ไม่ได้กับบริบทของสังคมไทย? ผมเองก็ได้แต่ตั้งคำถามเหล่านี้ . . . โดยที่ยังไม่มีคำตอบครับ

สาเหตุที่ 3 – “ไม่ได้เน้นนวัตกรรม” นวัตกรรมเป็นคำที่ “ใหญ่” เพราะไม่ได้หมายถึงแค่ความสามารถในการ “คิด” อย่างสร้างสรรค์ แต่ยังรวมความไปถึงความสามารถในการ “ทำ” ให้ความคิดนั้น เป็นจริงขึ้นมา เรียกได้ว่าเป็นความสามารถทั้งทางด้านการคิด การผลิต และการตลาด เลยทีเดียว องค์กรที่จะสามารถสร้างนวัตกรรมได้ จะต้องเป็นองค์กรประเภทที่มีวัฒนธรรมในการสร้างภาวะผู้นำให้กับคนทุกระดับ (Leadership at all level) คือทุกคนมีอิสระที่จะคิด ที่จะทำ โดยสิ่งที่คิด และทำนี้ จะต้องนำไปสู่เป้าหมาย วิสัยทัศน์ ขององค์กรด้วย เรียกได้ว่าผู้บริหารสูงสุดจะต้องให้ “ทิศทาง” ไปพร้อมๆกับการให้ “อิสระ” แก่ผู้ที่ดำเนินการด้วย ผมและทุกคนที่ สคส. รู้ว่าเราโชคดีที่ได้ทำงานในองค์กรที่มีวํฒนธรรมเช่นนี้


บรรยากาศ Lunch Meeting ที่ สคส.
LunchMtg2

หวังว่าท่านคงจะ Share เรื่องของท่านให้พวกเราฟังบ้างนะครับ

Wednesday, June 29, 2005

สานสัมพันธ์ และความไว้ใจกัน “Touch & Trust”



คำว่า “Touch & Trust” นี้ผมได้มาจากท่าน ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ ในการประชุม Board สคส. เมื่อวานนี้ ท่านกล่าวว่า การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ในหมู่คนไทยนั้นจะต้องอาศัยสายสัมพันธ์ และการสัมผัส (Touch) กัน ทั้งที่เป็นการสัมผัสนอก (ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5) และสัมผัสใน (ผ่านใจ)

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมกับท่านก็ได้มีการสานสัมพันธ์กันผ่าน Blog นี้ ซึ่งมันก็คือเวทีๆหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากกันและกัน หรืออย่างที่เรานัดเจอกันที่สวนรถไฟก็จัดว่าเป็นเวทีอีกรูปแบบหนึ่งที่สานสัมพันธ์ทำให้ได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ความใกล้ชิดนี้ ทำให้ทุกคนกล้าที่จะเปิดใจ ให้ความเมตตา และปรารถนาดีต่อกันมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็คือ Touch ในความหมายของท่านอาจารย์สุมนนั่นเอง

dialogue1

ภาพบรรยากาศการ Dialogue ที่สวนรถไฟ


เรื่องการ “Keep in Touch” นี้ ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมแล้ว ต้องถือว่าผมโชคดีมากที่ได้มีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับคนดีๆ มากมาย หลายท่านเป็นคนที่มีจิตใจดี มีความตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ การที่มีโอกาสได้ใกล้ชิด ได้ร่วมงานกับท่านเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นการสานพลังให้กับชีวิตของผมอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของผมก็คือ ผมมักไม่ค่อยได้ "สานต่อ" หรือ “Keep in Touch” กับท่านเหล่านั้น นานวันไป ความใกล้ชิด ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็เจือจางลง

ผมรู้สึกยินดีที่ได้ฟังท่านอาจารย์สุมน พูดเรื่อง “Touch & Trust” เพราะทำให้ผมตระหนักว่า ผมเองยังต้องปรับปรุงในเรื่องนี้อีกมาก . . . ซึ่งผมหวังว่าบรรดากัลยาณมิตร และผู้ที่เคยใกล้ชิด เคยร่วมงานกับผมในอดีต คงจะให้อภัยผมที่ไม่ได้ "Keep in Touch" กับท่าน . . . ผมอยากจะบอกท่านเหล่านั้นว่า ผมยังระลึกถึงท่านเสมอ และด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปแต่อย่างใด . . . ครับ


Tuesday, June 28, 2005

ปัญญาญาณ อาหารใจ ในPostToday


คุณมณีวรรณ ช่วยเต็ม จากหนังสือพิมพ์ Post Today ได้มาสัมภาษณ์ผมเรื่อง “Intuition: ปัญญาญาณ” และได้นำไปเขียนลงในคอลัมน์ “อาหารใจ” ฉบับประจำวันนี้ ผมได้คัดลอกข้อความบางตอนมาให้อ่านกัน ดังนี้ . . .


. . . ในปัจจุบันพบว่ามีเรื่องอะไรๆใหม่ๆอีกมากมายที่ช่วยทำให้ชีวิตนี้มีพลัง และหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า “ปัญญาญาณ” ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราได้อย่างลงตัว

ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้แปลและเรียบเรียงหนังสือเรื่อง “Intuition ปัญญาญาณ” ซึ่งแต่งโดยโอโช่ ปราชญ์ชาวอินเดียผู้มีชื่อเสียง ผู้เป็นที่สามารถนำศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาผสมผสานกับการฝึกสมาธิได้อย่างกลมกลืน จนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นภายในตัวผู้ปฏิบัติได้ โอโช่เป็นผู้หนึ่งที่มุ่งเน้นการทำสมาธิแบบตื่นตัว กระโดดโลดเต้น แทนการทำสมาธิแบบนั่งนิ่งอย่างที่เราคุ้นเคย

อาจารย์ประพนธ์ อธิบายว่า ปัญญาญาณ บางคนก็เรียกว่า ญาณทัศนะ หรือ การรู้แบบปิ๊งแว้บ คือเป็นการรู้ที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใจเราสงบนิ่ง ผ่อนคลาย สบายใจ มีสมาธิ ไม่สับสนวุ่นวายไปกับสิ่งต่างๆที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต โดยได้อธิบายโยงไปยังสิ่งที่โอโช่พูดไว้ว่าชีวิตที่สมบูรณ์และสมดุลนั้น จะต้องเป็นการก้าวไปบนบันไดทั้งสามขั้น คือ

ขั้นที่ 1 เป็นเรื่องสัญชาตญาณ (Instinct) ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกคน เช่น เวลามีภัยมาถึงตัวก็รู้จักหลบหลีกอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งหากเรามีสัญชาตญาณอย่างเดียวเราก็ไม่ต่างจากสัตว์ เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาสู่ขั้นที่ 2 ต่อไป
ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องปรีชาญาณ (Intellect) ได้แก่ การรับรู้ เข้าใจ รู้จักตัดสินใจ รู้จักคิดค้น โดยใช้สมองในการวิเคราะห์ เมื่อมีส่วนที่เป็นจิตสำนึก ส่วนนี้ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความ ว่าเราเป็นมนุษย์จนกว่าจะถึงขั้นที่ 3
ขั้นที่ 3 เป็นเรื่องปัญญาญาณ (Intuition) เป็นการเข้าถึงสภาวะจิตใจที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาญาณเป็นส่วนที่เป็นจิตเหนือสำนึก เป็นเรื่องของการหยั่งรู้ เป็นการรับรู้แบบปิ๊งแว้บ เป็นการรู้ที่ก้าวข้ามตรรกะและเหตุผล

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 สิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ปรีชาญาณเป็นสะพานที่จะทำให้คนก้าวไปสู่ปัญญาญาณได้ แต่คนหลายคนกลับคิดว่ามาถึงขั้นนี้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งถ้าหากเขาพยายามต่อไปอีกขั้นเขาก็จะสามารถเข้าถึงสภาวะของจิตที่แท้จริงได้ และจะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตประจำวันไม่น้อยทีเดียว ในเรื่องปัญญาญาณที่สามารถนำมาใช้งานได้นั้น อาจารย์ประพนธ์ได้เล่าตัวอย่างของ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ของไทยที่ได้ไปทำงานที่องค์การนาซ่า ที่ต้องคิดเรื่องชิ้นส่วนของยานไวกิ้งที่จะลงไปสำรวจดาวอังคาร คิดอยู่นานหลายวันแต่ก็คิดไม่ออกแม้จะพยายามครุ่นคิดอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม จนในที่สุด ดร.อาจองได้หยุดพัก ไม่คิด แล้วหันไปฝึกสมาธิชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจากปกติท่านเป็นคนที่ชอบทำสมาธิอยู่แล้ว และในทันใดนั้นเองก็เกิดปิ๊งแว้บขึ้นมาได้คำตอบของส่วนประกอบของยานไวกิ้งนั้นผุดขึ้นมาในใจ ซึ่งท่านก็สามารถนำไปออกแบบและใช้งานได้เป็นผลสำเร็จ

“ปัญญาญาณเป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ แต่อย่างในกรณีปิ๊งแว้บของ ดร.อาจอง น่าจะเป็นตัวอย่างให้เราได้เรียนรู้ว่า ปัญญาญาณเป็นพลังอันมหาศาลที่มีอยู่ในตัวเรา แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้ใช้สมอง (intellect) มาอย่างเต็มที่ จนในที่สุดก็ได้ปล่อยวาง จิตสงบ จิตละเอียด จนได้คำตอบที่แสวงหา มันเป็นคำตอบที่มาจากอนาคต ไม่ใช่จากอดีตอย่างที่เราคุ้นเคยกัน” อาจารย์ประพนธ์กล่าว

. . . อาจารย์ประพนธ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เราสะสมเก็บสะสมไว้ตั่งแต่ในอดีต อาจทำให้จิตใต้สำนึกของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี แต่ถ้าหากเราเห็นความสำคัญของพลังแห่งปัจจุบัน เราจะหันมาเก็บแต่สิ่งดีๆ มองหาสิ่งที่เป็นความสำเร็จ ความภูมิใจ เพราะมันจะช่วยเสริมแรงจิตใต้สำนึกของเราให้มีพลัง ทำให้เรากล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เพราะมีแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง นอกจากนี้เวลาที่มีประสบกับปัญหาหรือว่ามีความทุกข์ ก็จะนิ่งพอที่จะพิจารณาว่าทุกข์เพราะอะไร ทุกข์แล้วรู้สึกอย่างไร ในยามที่มีความสุข ก็รู้ว่าสุขนี้เป็นอย่างไร เกิดจากอะไร โดยที่ไม่เอาใจเข้าไปยึดในสุขและทุกข์นั้น ใจที่เป็นกลาง ใจที่ปล่อยวาง จะทำให้เกิดได้สิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” นี้บ่อยยิ่งขึ้น . . .


Friday, June 24, 2005

HRM วัดเพื่อตีตรา HRD วัดเพื่อพัฒนา


HRM ย่อมาจาก Human Resource Management ส่วน HRD ย่อมาจาก Human Resource Development ครับ . . . ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มืออาชีพนะครับ . . . ที่ทำ ๆ ไปก็อาศัย “Common Sense” บวกกับ “หัวใจ” แห่งความปรารถนาดีที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน เป็นหลักการสำคัญ

HRM สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากเราไม่สามารถ “Manage” เรื่องนี้ได้อย่างมี “ประสิทธิภาพ” แล้ว มันก็จะทำให้การดำเนินการต่างๆเป็นไปอย่างไม่มี “ประสิทธิผล” . . . ตัวอย่างเช่น หากการปรับเงินเดือนไม่สัมพันธ์กับ "ผลสัมฤทธิ์” ของงาน หรือ “Performance” ของผู้ปฏิบัติงาน . . . ในที่สุดองค์กรก็จะเสื่อมสมรรถนะลง (Low Performance) ผู้ปฏิบัติงานขาดความกระตือรือร้น . . . เกิดวัฒนธรรมที่ว่า “เมื่อปีที่แล้วเพิ่งได้ 2 ขั้น ปีนี้ผลัดเปลี่ยนให้คนอื่นบ้างก็แล้วกัน" . . . อะไร ๆ ในทำนองนี้

ตอนที่ผมเข้าไปรับผิดชอบหน่วยงาน ๆ หนึ่ง สิ่งที่ผมพยายามเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งแรกก็คือการจัดการระบบ HR ใหม่ (ผมไม่ได้ทำเองนะครับ มีที่ปรึกษาช่วย) ผมต้องการจะให้ระบบการปรับขึ้นเงินเดือนนั้นสัมพันธ์กับสมรรถนะการปฏิบัติงาน เรียกได้ว่ามีการสังคายนา “รื้อระบบการพิจารณาเงินเดือนใหม่” มีการออกแบบ “ระบบประเมิน” ออกแบบเครื่องมือสำหรับใช้ “ตรวจวัด” สมรรถนะการทำงานใหม่หมด ด้วยความต้องการที่จะให้การประเมิน และการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นที่ยอมรับของคนในหน่วยงาน และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม

ในรอบหนึ่งปีได้มีการกำหนดให้ผู้ที่อยู่ในระดับหัวหน้าจะต้องทำการประเมิน “สมรรถนะ และผลการปฏิบัติงาน” ของผู้ที่อยู่ในสังกัด ฝ่ายบุคคล/HR จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลในตอนที่จะต้องเสนอการปรับขึ้นเงินเดือน เราใช้เวลาค่อนข้างมากไปกับการวัด การประเมิน การให้คะแนน และการเสนอตัวเลขเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ผมนึกอยู่เสมอว่าถ้าหากระบบดี มีความชัดเจน มีตัวชี้วัดที่ละเอียด และมีการประเมินที่เที่ยงธรรม ก็จะนำมาซึ่งการยอมรับของผู้ที่ถูกประเมิน แต่ในความเป็นจริง . . . หาได้เป็นเช่นนั้นไม่!! สัจธรรมที่ได้ก็คือ “ไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือนครั้งใด จะเป็นที่พอใจแก่คนทุกคน” ไม่ว่าเราจะออกแบบระบบ (ตัวชี้วัด) และใช้เครื่องมือตรวจวัด (ประเมิน) อย่างละเอียดลออ ถี่ถ้วนเพียงใดก็ตาม

เมื่อถามใจตัวเองดู . . . ผมพบว่าที่ผมสนใจในเรื่อง HR นี้ คงเป็นเพราะความตระหนักที่ผมมีอยู่ในใจว่าไม่มีอะไรจะสำคัญและมีค่าไปยิ่งกว่า “ทรัพยากรมนุษย์” แต่ความรู้สึกของผมที่ “IN” กับเรื่อง HR นี้ ผมพบว่าคงไม่ใช้เรื่อง HR Management เพราะ Management ไปเน้นที่การวัด แต่ผมคงจะมีใจให้กับเรื่อง HR Development มากกว่า ถึงแม้ HRD จะต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง “การวัด” แต่ผมเห็นว่า “เป้าหมาย” ของการวัดใน HRM และ HRD นี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การวัดใน HRM เป็นการวัดแบบที่เราคุ้นเคย คือ วัดเพื่อดูว่า ผ่าน/ไม่ผ่าน เป็นการวัดเพื่อ ตัดเกรด (A B C D หรือ F) เป็น “การวัดเพื่อตีตรา” ในขณะที่การวัดของ HRD เป็น “การวัดเพื่อพัฒนา” วัดเพื่อให้รู้ว่าจะต้องพัฒนาด้านไหน (พัฒนาอะไร) และด้วยวิธีการใด (พัฒนาอย่างไร)

รูปแบบและวิธีการพัฒนาบุคลากรที่เราคุ้นเคยกันดี คงจะอยู่ใน Mode ที่เป็นการฝึกอบรมสัมมนา (Training Mode) เป็นส่วนใหญ่ เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับการพัฒนาในแบบ Learning Mode อย่างที่ สคส. (หน่วยงานต้นสังกัดของผม) ทำอยู่ในขณะนี้ สำหรับผู้ที่สนใจ ผมขอแนะนำให้เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Website ของ สคส. คือที่ www.kmi.or.th หรือหากต้องการจะอ่านบันทึกประสบการณ์ (Blog) เกี่ยวกับการจัดการความรู้ก็ให้เข้าไปดูได้ที่
http://gotoknow.org ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าท่านได้ติดตามอ่าน Blog อย่างต่อเนื่องแล้ว พอถึงจุดๆหนึ่ง ท่านก็คงจะ “คันไม้คันมือ” อยากมี Blog เป็นของตัวเองบ้าง ซึ่งท่านก็สามารถสร้าง Blog ของท่านได้ใน “GotoKnow.Org” นี้ ถึงตอนนั้นท่านก็เท่ากับว่าได้เข้ากระบวนการ KM ไปแล้วโดยปริยาย เพราะท่านได้เริ่มแบ่งปัน Tacit Knowledge ของท่านให้กับเพื่อน ๆ และได้เรียนรู้จากผู้อื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เมื่อถึงตอนนั้นหลายท่านอาจจะเป็นนัก HRD มืออาชีพไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

ใครที่เปิด Blog ของตัวเองแล้ว . . . อย่าลืมเอามา Post ไว้ใน Comment นี้ด้วยนะครับ . . . พวกเราจะได้แวะเข้าไปเยี่ยมเยียน

Thursday, June 23, 2005

เมื่อรู้สึก "ท้อแท้" ต้องปรับแก้ให้เป็น "ท้าทาย"


ชีวิตการทำงานของทุกคน . . . ผมเชื่อว่าต้องผ่านปัญหาอุปสรรคกันมาทั้งนั้น . . . มากบ้างน้อยบ้าง . . . หนักเบาต่างกันไป (แล้วแต่บุญกรรมที่ทำมา…”แต่ปางก่อน” หรือในชาตินี้ ! ) โดยส่วนตัวแล้ว . . . ผมรู้สึกทึ่งทุกครั้งที่ได้ฟังประสบการณ์ชีวิตของผู้ที่สามารถฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ มาได้ โดยไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น . . . เวลาที่ผมประสบปัญหา ผมมักจะใช้เรื่องที่เคยฟังมานี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ เพื่อรักษาใจไม่ให้เกิดอาการ “ท้อแท้” ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

แต่ก่อนแต่ไร ผมมักจะปลุกใจตัวเองด้วยการพยายาม “เอาชนะ” ปัญหา แต่พอมาถึงตอนนี้ ผมยอมรับว่ามุมมองของผมที่มีต่อการแก้ปัญหานั้นเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ผมเลิกคิดที่จะ “เอาชนะปัญหา” และก็ไม่ได้คิดที่จะ “เอาชนะใคร” อีกต่อไป ผมมองปัญหาเสมือนว่าเป็นเวทีฝึกใจ . . . ฝึกใจไม่ให้ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ไม่ให้ “ท้อแท้” หรือยอมจำนนต่อปัญหาเร็วนัก มุมมองใหม่นี้บอกผมว่า . . . ผมไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร เพราะชัยชนะที่ยิ่งใหญ่นั้น มาจากการเอาชนะ “ใจตนเอง” ชนะใจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกจาก “โกรธ เกลียด เครียด แค้น” มาเป็นใจที่มุ่งมั่น สงบนิ่งอยู่ภายในแต่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี และพร้อมที่จะให้อภัยในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะให้อภัยทุกคนได้โดยไม่ตั้งเงื่อนไขใด ๆ

. . . ครับ . . . มันไม่ใช่เรื่องง่าย . . . แต่มันก็เป็น “ความท้าทาย” ที่ยิ่งใหญ่มิใช่หรือ? มาถึงตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วล่ะครับ กับคำพูดที่ว่า “ปัญหามา ปัญญาเกิด” นั้น . . . เป็นอย่างไร? . . . มันอยู่ในใจของเรานี่เอง . . . ปัญญา มาจากใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา เป็นสภาวะของใจที่ตระหนักรู้ อยู่กับปัจจุบัน มีสติกำกับ เป็นสภาวะของใจที่อ่อนไหว ละเอียด ประณีต อันเป็นผลพวงมาจากจิตที่มีสมาธิ . . . นี่แหละครับ “ความท้าทายที่แท้จริง” Share ประสบการณ์ของท่านให้พวกเราฟังกันบ้างนะครับ


Tuesday, June 21, 2005

เสียงที่ดัง แต่บางครั้งกลับไม่ได้ยิน

เสียงอะไรดังที่สุด?... เสียงประทัด !.... ไม่ใช่..... เสียงระเบิด !..... ไม่ใช่ .... ผมว่าเป็น เสียงความคิด ของเราครับ มีหลายๆ ครั้งทั้งๆ ที่ผมเปิดวิทยุอยู่แท้ๆ แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงจากวิทยุเลย เป็นเพราะว่าในขณะนั้นผมกำลังคิดเรื่องบางเรื่องอยู่ เสียงความคิดของผมมันดังมาก ดังจนกระทั่งทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงอื่นๆ จากภายนอกเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่น่าทึ่ง ก็คือ เสียงความคิดที่ว่าดังๆ นี้ บางที เราเองก็กลับไม่ได้ยินมัน ถึงตัวมันจะส่งเสียงดังจนบดบังเสียงอื่นๆ แต่มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ตื้นๆ ในตัวเรา หรือว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะเราวุ่นมากไป ไม่เคยว่าง ไม่เคยนิ่ง เราจึงไม่ได้ยินเสียงที่อยู่ภายในตัวเรานี้


. . . ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับเสียงภายในนี้อย่างไร เล่ามาให้ฟังบ้างนะครับ

Sunday, June 19, 2005

เมื่อ "มี" ก็ไม่ดีใจ เมื่อ "หมด" ก็ไม่เป็นไร



เวลาที่ผมตั้งใจจะหาซื้ออะไรบางอย่าง แล้วพนักงานที่ร้านบอกว่า . . . ของไม่มี . . . ของหมด ผมมักจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจ . . . ไม่ได้ดั่งใจ แต่ในทางกลับกัน หากถามหาแล้วได้ตามใจปรารถนา ก็จะรู้สึกสมหวัง . . . มีความสุข สุขที่ได้ของตามที่ต้องการ แต่ความรู้สึกสุขหรือพึงใจเมื่อได้สิ่งที่ต้องการนี้ก็ใช่ว่าจะจีรังตลอดไป ของบางอย่างตอนก่อนได้รู้สึกว่ายิ่งใหญ่และจำเป็นมาก แต่พอได้มาแล้วก็กลับรู้สึกเฉยๆ เรียกว่าได้เห็นความเป็น “อนิจจัง” ที่ค่อนข้างชัดเจนมาก

ผมเริ่ม “เข้าใจ” ในเรื่อง “ความไม่เที่ยง” ขึ้นมาบ้าง เริ่มเห็นลักษณะของ “ความเป็นคู่" ที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นว่าเพราะมีสุขจึงมีทุกข์ เพราะมีทุกข์จึงมีสุข เริ่มเข้าใจว่าทำไมหลวงพ่อชาจึงเทศน์ไว้เสมอว่า ปฏิปทาที่เป็น “สัมมาปฏิปทา” นั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกสุขหรือพึงพอใจ ก็ต้องเตรียมใจเผื่อไว้เผชิญกับความทุกข์หรือความไม่พึงพอใจด้วย

ถ้าเราสามารถทำใจของเราให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างความสุขกับความทุกข์ได้ คือไม่ยินดียินร้ายกับทุกข์หรือสุข เวลาได้ยินใครพูดชมเชยก็ไม่เกิดอาการ “ฟู” ได้ยินใครต่อว่าก็ไม่เกิดอาการ “แฟบ” ไปหาของที่ต้องการแล้วเขาบอกว่า “มี” ก็ไม่ได้ดีใจ หรือไปแล้วไม่ได้ของที่มองหาก็ ไม่หงุดหงิดใจ หากรู้สึกเช่นนี้ได้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ว่าขณะนี้จิตใจได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

ท่านมีความคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างไร เข้ามาคุย comment กันได้เลยครับ . . .


Friday, June 17, 2005

ความจริง ความงาม ความดี

ความจริง ความงาม ความดี สามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยึดเป็นหลักสำหรับดำเนินชีวิตของท่านมาโดยตลอด ท่านพยายามเน้นให้เห็นว่าหลักการทั้งสามนี้เป็นสิ่งที่จะต้องไปด้วยกัน จะนำมาใช้เฉพาะอันใดอันหนึ่งนั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง เช่น บางคนอาจยึดถือความจริง แต่ทิ้งเรื่องความงาม และความดี หรือบางคนอาจทิ้งความจริง ความดี แต่ยึดถือสิ่งที่เป็นความงามเท่านั้น เป็นต้น ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านอาจารย์เคยเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า ท่านได้หลักการเหล่านี้มาสมัยที่เรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

หลักชีวิตอาจารย์ป๋วย


ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ท่านอธิบายคำว่า “ธรรม” ไว้ 3 ระดับ คือ 1. วัฒนธรรม 2. จริยธรรม และ 3. สัจจธรรม จากคำอธิบายของท่าน ผมลองนำมาเปรียบเทียบกับภาพต้นไม้ใหญ่ ว่าส่วนที่เป็นใบที่เห็นได้ง่าย และมีความหลากหลายนั้น เปรียบได้กับส่วนที่เป็นวัฒนธรรม ส่วนลำต้น ที่ตั้งตรงนั้นเปรียบได้กับส่วนของจริยธรรม และส่วนรากที่หยั่งลึกลงไปในดินก็เปรียบได้กับส่วนของสัจธรรม

ธรรม3ระดับ


นับว่าเป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่สิ่งที่ท่านพระธรรมปิฎกหยิบยกมานั้น ช่างสัมพันธ์กับหลักการที่อาจารย์ป๋วยได้มาจากศาสนาคริสต์ อย่างแนบแน่น คือ ส่วนที่เป็นวัฒนธรรมนั้นผมมองว่าตรงกับหลักของ “ความงาม” ส่วนจริยธรรมนั้นตรงกับหลักของ “ความดี” และส่วนสัจธรรมก็ตรงกับหลักของ “ความจริง” ..........ถือว่าเป็นความบังเอิญข้ามพรมแดนของศาสนาที่น่าทึ่งยิ่ง.... แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือคำถามที่ว่าเราได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ในชีวิตของเราหรือยัง?

Thursday, June 16, 2005

นับถอยหลัง ตั้งนาฬิกาชีวิต


ผมเคยหลุดปากพูด (เขียน)ไปว่า “ชีวิตผมนั้นเริ่มนับถอยหลังแล้ว” หลายคนที่ได้ฟัง (อ่าน) ตีความไปว่าผมกำลัง “ปลง” คงคิดที่จะ “ปลีกวิเวก” หรือบางคนก็สรุปเอาดื้อๆ ว่า ผมกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” ของชีวิต ....แต่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย บางคนจึงได้ให้กำลังใจกับผมว่า อายุอานามขนาดนี้ ยังทำอะไรดีๆให้สังคมได้อีกมาก อย่าด่วน “ถอดใจ” “หมดไฟ” ตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปเสียก่อน

ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ และความปรารถนาดีจากทุกท่าน ....พลังแห่งความปรารถนาดีนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับผม และสำหรับทุกๆ ชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าหากเรามีความปรารถนาดีต่อกัน ...แทนที่จะมาต่อสู้ฟาดฟันกัน ...หันหน้ามาพูดจาปรึกษาหารือกัน ด้วยใจที่ปรารถนาดีต่อกัน ปรารถนาดีต่อภาพในระดับที่ใหญ่ขึ้นไป (ปรารถนาดีต่อองค์กร ต่อชุมชน ต่อสังคม) ก้าวไปให้พ้นตนเอง ...โลกนี้คงจะน่าอยู่มากขึ้นอย่างแน่นอน

ย้อนกลับมาเรื่อง “นับถอยหลัง” หน่อยนะครับ พูดเรื่องนี้ที่ไร ผมมักจะนึกไปถึงฉากในหนังที่มีการตั้งระเบิดเวลาไว้ เช่นตั้งไว้ว่า 15 นาทีจะระเบิด ช่วง 15 นาที (ในหนัง) นี้ จะเป็นช่วงที่ตื่นเต้นมากทีเดียว พระเอกของเราจะต้องพยายามทำอะไรๆหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้ภายใน 15 นาที นี้ ...หากเราลองเหลียวมองชีวิตของเราให้ดี ก็จะพบว่า “นาฬิกาชีวิต” ของเราทุกคนล้วนแต่กำลังเดินนับถอยหลังกันทั้งนั้น และที่ร้ายกว่าในหนังที่เราดู ก็คือ เราไม่รู้ว่านาฬิกาชีวิตของเรานี้ตั้งเวลาไว้เท่าไร ...ไม่รู้ว่าอีกกี่ปี ...กี่เดือน ...กี่ชั่วโมง ....หรือกี่นาที?

เราควรต้องใช้เวลาที่เรามีอยู่ (ในปัจจุบันขณะ) นี้ อย่างดีที่สุด เป็นการเดินตามปัจฉิมโอวาทขององค์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” (คัดลอกมาจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตฺโต http://www.dhammathai.org/buddhistdic/fish163.php)

วันนี้ ...ท่านตั้งนาฬิกาชีวิตของท่านแล้วหรือยัง?

Wednesday, June 15, 2005

บันทึกการสนทนาที่สวนรถไฟ


จริงๆแล้วผมเขียนบันทึกนี้ทันทีที่กลับจากสวนรถไฟ ...แต่ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้นำมาลง blog ในทันที จนในที่สุดก็ลืมไป ...ขอบคุณท่านที่เขียนทวงผมมาทาง e-mail

วันนั้นที่สวนรถไฟมีคนคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะเนื่องจากมีการจัดงาน For World Hungry กัน มีบริษัท TNT เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ สีเสื้อของ TNT ที่ใช้ก็คือ สีส้ม ซึ่งตรงกับที่ผมนัดผู้ที่จะมาร่วมวง Dialogue พอดี สรุปว่าในวันนั้นมีแต่คนใส่เสื้อสีส้มกันทั้งสวนรถไฟ นอกจากนั้นเราเองก็ไม่สามารถจะใช้จุดนัดพบเดิมที่บอกว่าอยู่ถัดจากเวทีต่อไปได้ จำเป็นต้องย้ายวงมาอยู่ตรงประตูด้านหน้าแทน เพราะสู้กับเสียงที่ออกมาทางลำโพงกระจายเสียงของงานไม่ไหว และคนบริเวณนั้นก็ค่อนข้างพลุกพล่านมากด้วย ต้องขออภัยท่านที่ไปแล้วอาจจะหาวงสนทนาของเราไม่เจอ ...ขอโทษอย่างแรงครับ

เราเริ่มการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการประมาณ 8.30 น. มีผู้ร่วมวง 10 คน พอดิบพอดี ผู้ที่มาไกลสุด คืออาจารย์วิทยาลัยเกษตร จาก จ. เพชรบุรี ผมทึ่งจริงๆ ในความตั้งใจของท่าน ช่วงแรกเราก็คุยกันเกี่ยวกับเรื่อง การทำ Dialogue หลังจากนั้นก็แวะเวียนมาคุยเรื่อง “ความคิด” ผมพูดถึงตัว “แผนที่” (ความคิด) ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน บางท่านแนะนำให้นำสิ่งที่ไม่เห็นด้วยนี้มากองไว้ ซึ่งตรงกับที่ อ. วิศิษฐ์ วังวิญญู บอกให้เราแขวนมันไว้ก่อนนั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในขณะที่คุยกันไปเรื่อยๆ บางท่านบอกว่าสิ่งเขาแขวน (กอง)ไว้ มันเริ่มหายไปทีละอันสองอัน ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะคลื่นความคิดเราเริ่ม “จูน” กันติดก็ได้ครับ

บรรยากาศการพูดคุยในวันนั้นเต็มไปด้วยมิตรภาพ เรานั่งกันอยู่ใต้ร่มไม้ มีสายลมพัดผ่านตลอดเวลา เรียกว่าอากาศเย็นสบายดีมาก เราคุยกันประมาณสองชั่วโมงก็แยกย้ายกันกลับ หลายคนอยากให้จัดวงสนทนาเช่นนี้อีก ผมเองยังไม่กล้านัด ขอไปทบทวนรูปแบบและดูวันก่อน แต่อย่างน้อยเราก็ได้แลก e- mail กันไว้เพื่อใช้ติดต่อนัดหมายกันต่อไป
...ใครมีไอเดียอะไรในเรื่องการจัดเวทีพบปะกันแบบนี้ แนะนำมาได้นะครับ

Monday, June 13, 2005

ถ้าวัดไม่ได้ ก็บริหารไม่ได้


ท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “If we cannot measure, we cannot manage” มาบ้างแล้วใช่ไหมครับ หลายคนที่เคยคุยกับผมเรื่องระบบการใช้ตัวชี้วัด หรือ “KPI” แบบที่เรา (บ้า) ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าผม “แอนตี้” เรื่อง KPI หรือเข้าใจไปว่าผมนั้นไม่เห็นด้วยกับประโยคข้างต้น ท่านกำลังเข้าใจผมผิดไปแล้วครับ ...

ประการแรกก็คือ ผมไม่ได้แอนตี้ KPI ครับ ถ้ามันเป็น KPI ที่แท้จริง เพราะชื่อมันก็บอกอยู่ชัดๆแล้วว่า “Key Performance Indicator” เป็นตัวชี้วัดสมรรถนะหลักๆ คือจะต้องไม่เป็นตัวชี้วัด “กระจอกๆ (จิ๊บจ๊อย)” แบบที่ใช้กันในปัจจุบัน จะต้องไม่ใช่ตัวชี้วัด "กิจกรรม” เพื่อสักแต่ให้ได้ชื่อว่า “ได้ทำ” เท่านั้นนะครับ ผมมักจะเตือนตัวเองอยู่เสมอด้วยคำพูดที่ว่า “Nothing is easier than being busy, nothing is more difficult than being effective” ประสิทธิผลเป็นเรื่องที่สำคัญครับ อย่ามัวไปหลงดีใจ เพียงเพราะว่าเรากำลังยุ่งอยู่กับอะไรบางอย่าง ต้องหมั่นสำรวจตรวจตราตัวเองดูด้วยว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้น มันพาเราเข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้หรือเปล่า เกิดประสิทธิผลหรือเปล่า หรือว่าเราเพียงแค่ทำให้ยุ่งไปวันหนึ่งๆเท่านั้น ชีวิตนี้สั้น และสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันๆครับ ... สงสัยเป็นเพราะผมคงจะอยู่ในวัยที่เริ่ม “นับถอยหลัง” แล้ว จึงทำให้ตระหนักในคุณค่าของเวลาที่ผ่านไป

ประการที่สองก็คือ ผมเห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “ถ้าวัดไม่ได้ ก็บริหารไม่ได้” อย่างยิ่ง Management กับ Measurement เป็นเรื่องที่คู่กันครับ “วัดไม่ได้ก็จัดการไม่ได้” อันนี้มัน “ชัวร์” อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมเสริมเข้าไปก็คือ เราต้องอย่าหลงประเด็นเห็นผิดคิดไปว่า เราสามารถวัดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้ทั้งหมดนะครับ ประเด็นนี้ถกเถียงทะเลาะกันมาหลายคู่แล้วครับ พวกที่ร่ำเรียนมาทางสายวิทย์มักจะคิดว่าทุกอย่างนั้นสามารถวัดได้ ในขณะที่พวกที่มาทางสายศิลป์จะยืนกรานว่าเราไม่สามารถวัดทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผมเองเป็นพวกสายวิทย์ที่กลายพันธุ์ครับ เพราะเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าสิ่งที่เราวัด (ผ่านเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรือผ่านตัวชี้วัด) ไม่ได้นั้น มีมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องความรู้สึก เรื่องสัมผัสที่หก เรื่องแรงบันดาลใจ และเรื่องอะไรๆ อีกมากมาย ...แล้วเราจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ที่วัดไม่ได้ล่ะครับ “ถ้าวัดไม่ได้ ก็จัดการไม่ได้” ถูกต้องเลยครับ ! สิ่งที่วัดไม่ได้เหล่านี้ใช้ Management ไม่ได้หรอกครับ ...จำเป็นต้องใช้ Leadership หรือ ภาวะผู้นำ ครับ อย่าเข้าใจผิดคิดว่า Management แก้ปัญหาได้ทุกอย่างนะครับ ผมเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ที่ บางหน่วยงานขาด Leadership แต่กลับ “อัด” หลักการ Management ใหม่ๆ เข้าไปแบบไม่ลืมหูลืมตา เรียกว่า “ให้ยาผิด” ไปโดยไม่รู้ตัวครับ

ท่านมีความเห็นในประเด็นนี้อย่างไร พูดคุยกันมาได้ครับ

Friday, June 10, 2005

ความคิด กับ ความจริง

ผมพยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอไม่ให้หลงติดใน “ความคิด” ของตนเอง หมั่นบอกตัวเองว่า “ความคิด” ที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลผลิตอันเนื่องมาจาก “การรับรู้” ของผม (ผ่านการตีความของผม ผ่านการให้ความหมาย ให้คุณค่า ดังที่ได้เคยพูดมาบ้างแล้วในเรื่องการรับรู้) คนสองคนถึงแม้จะเห็นสิ่ง ๆ เดียวกัน แต่รับรู้ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน เดวิด โบห์ม พยายามตอกย้ำว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิด” ไม่ใช่ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ทำให้ผมนึกไปถึงข้อความของ Alfred Korzybski ที่ว่า “The map is not the territory” แผนที่ไม่ใช่พื้นที่ เพราะสิ่งที่อยู่ในแผนที่นั้นมิใช่สิ่งที่อยู่ในภูมิประเทศจริง

เราแต่ละคนรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราไม่เหมือนกัน ผมสร้างแผนที่ (ความคิด) ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ท่านก็สร้างแผนที่ (ของท่าน) ขึ้นมาอีกแผ่นหนึ่ง โอกาสที่แผนที่สองแผ่นนี้จะเหมือนกันนั้นมีน้อยมาก หากเราที่เป็นเจ้าของแผนที่นี้รู้ตัวดีว่า มันเป็นเพียง “แผนที่” แต่มันไม่ใช่ “พื้นที่” ไม่ใช่ภูมิประเทศที่แท้จริง มันก็คงจะไม่เกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งขึ้น หากแต่ในชีวิตจริงเราส่วนใหญ่กลับ “หลง” ติดอยู่ใน “แผนที่” ที่เราสร้างขึ้นมา เข้าใจไปว่ามันเป็น “ของจริง” และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะต่อสู้เพื่อป้องกัน (defense) มันในทุกวิถีทาง

ในวิธีการ Dialogue แบบโบห์ม เมื่อผู้เข้าร่วมวงสนทนาตระหนักในหลักการข้อนี้ ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่แต่ละคนจะต้องปกป้องความคิดของตนเองแต่อย่างใด เพราะทุกคนรู้ดีว่ามันอาจไม่ใช่ความคิดที่ถูกก็ได้ หรือถ้าหากมันเป็นความคิดที่ถูกต้องจริง พวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปกป้องมัน เพราะอย่างไรมันก็เป็นความจริงอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว

ฟังแล้วงงไหมครับ ...บางทีเราอาจจะจับประเด็นนี้ไปต่อกันที่สวนรถไฟในวันอาทิตย์นี้ก็ได้ ถ้าหากจำนวนคนไม่มากเกินไป เราอาจจะได้ทดลองทำ Dialogue กัน ...แล้วพบกันครับ

Monday, June 06, 2005

วันอาทิตย์นี้ ... เจอกันที่สวนรถไฟ

วันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย.นี้ ช่วงเวลาประมาณ 8.00-10.00 น. ... ใครที่ว่าง ... ขอเชิญพบปะพูดคุยกันที่สวนรถไฟนะครับ ... ผ่านประตูด้านหน้า (ตรงที่ขายของ) เดินตรงมาเรื่อยๆครับ ทางด้านซ้ายจะมองเห็นเวทีดนตรี วงสนทนาของเราคงจะอยู่เลยเวทีมาเล็กน้อยครับ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะอยู่ทางฝั่งซ้าย (ฝั่งเดียวกับเวที) หรืออยู่ทางขวา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ ตอนนี้ผมบอกกับหลายๆคนแล้วว่าให้ใส่เสื้อสีสดๆมา คาดว่าจะเป็นสีส้มครับ เพื่อให้ทุกคนสังเกตเห็นได้ง่าย ... แต่ถ้าท่านหาไม่เจอลองโทรมาที่ 01-919-8111 ก็ได้ครับ

หลายคนถามว่าจะมาคุยเรื่องอะไรกัน ... ผมเองก็ไม่ได้มีหัวข้อหรือประเด็นใดๆเป็นพิเศษหรอกครับ คิดว่าจะลองใช้เทคนิค Dialogue คือใครอยากจะพูดเรื่องอะไรก็พูด แต่ที่สำคัญก็คือ “เราจะฟังกัน” เราจะไม่ปิดกั้น (block) ความคิดของผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ตัดสินว่าความคิดนั้นถูกหรือผิด เราจะฝึกเฝ้าดูความคิดตัวเองที่ (อาจ) เกิดขึ้นใหม่ แล้วประเมินความรู้สึกว่าอยากจะ Share ความคิดของเราออกมาเป็น “ภาษาพูด” หรือไม่ จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว Dialogue ก็คือการไหล (flow) ของคลื่นความคิด (ทั้งที่ผ่านออกมาเป็นคำพูด และที่ไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด) ซึ่ง เดวิด โบห์ม เจ้าตำหรับ Dialogue บอกว่าเป็น Ecology of Thought คือมองประหนึ่งว่าเป็นระบบนิเวศระบบหนึ่งเลยทีเดียว

ที่ผมพูดถึงหลักการ Dialogue นี้ พวกเราอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าวันอาทิตย์นี้จะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคนะครับ ผมรับรองว่าวันอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรในทำนองที่เป็นวิชาการจ๋าอย่างแน่นอน ผมคิดว่าบรรยากาศน่าจะเป็นอะไรๆในแบบที่ไม่เป็นทางการ... ท่านจะใส่ชุดกีฬามา ใส่กางเกงขาสั้น ใส่รองเท้าแตะมา ... ฟรีสไตล์... ตามสบายเลยครับ และต้องไม่คาดหวังอะไรมากมายจากการพบกันในครั้งนี้นะครับ ขอให้คิดว่าแค่ได้มาพบปะ รู้จักมักคุ้น พูดคุยกัน ผมว่าแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วครับ... หวังว่าคงจะได้พบกับท่านในอีกไม่กี่วันนี้นะครับ