Friday, June 17, 2005

ความจริง ความงาม ความดี

ความจริง ความงาม ความดี สามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยึดเป็นหลักสำหรับดำเนินชีวิตของท่านมาโดยตลอด ท่านพยายามเน้นให้เห็นว่าหลักการทั้งสามนี้เป็นสิ่งที่จะต้องไปด้วยกัน จะนำมาใช้เฉพาะอันใดอันหนึ่งนั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง เช่น บางคนอาจยึดถือความจริง แต่ทิ้งเรื่องความงาม และความดี หรือบางคนอาจทิ้งความจริง ความดี แต่ยึดถือสิ่งที่เป็นความงามเท่านั้น เป็นต้น ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านอาจารย์เคยเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า ท่านได้หลักการเหล่านี้มาสมัยที่เรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

หลักชีวิตอาจารย์ป๋วย


ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ท่านอธิบายคำว่า “ธรรม” ไว้ 3 ระดับ คือ 1. วัฒนธรรม 2. จริยธรรม และ 3. สัจจธรรม จากคำอธิบายของท่าน ผมลองนำมาเปรียบเทียบกับภาพต้นไม้ใหญ่ ว่าส่วนที่เป็นใบที่เห็นได้ง่าย และมีความหลากหลายนั้น เปรียบได้กับส่วนที่เป็นวัฒนธรรม ส่วนลำต้น ที่ตั้งตรงนั้นเปรียบได้กับส่วนของจริยธรรม และส่วนรากที่หยั่งลึกลงไปในดินก็เปรียบได้กับส่วนของสัจธรรม

ธรรม3ระดับ


นับว่าเป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่สิ่งที่ท่านพระธรรมปิฎกหยิบยกมานั้น ช่างสัมพันธ์กับหลักการที่อาจารย์ป๋วยได้มาจากศาสนาคริสต์ อย่างแนบแน่น คือ ส่วนที่เป็นวัฒนธรรมนั้นผมมองว่าตรงกับหลักของ “ความงาม” ส่วนจริยธรรมนั้นตรงกับหลักของ “ความดี” และส่วนสัจธรรมก็ตรงกับหลักของ “ความจริง” ..........ถือว่าเป็นความบังเอิญข้ามพรมแดนของศาสนาที่น่าทึ่งยิ่ง.... แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือคำถามที่ว่าเราได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ในชีวิตของเราหรือยัง?

3 Comments:

At Fri Jun 17, 07:06:00 AM, Blogger morning_glory said...

เรื่องความจริง ความงาม และความดี นี้คุยกันมาตั้งแต่
สมัยพลาโต้แล้ว แต่ที่ผมชอบคือที่ Ken Wilber
วิเคราะห์แยกแยะไว้
ความจริง = objective
ความงาม = subjective
ความดี = inter-subjective

Ken Wilber จะเน้นบูรณาการ คือให้มองให้ครบ
ทั้ง 3 มุมมอง (Wilber แบ่งเป็น 4 จตุภาค)
ส่วนตัวผม ผมเชื่อเรื่องความจริงเป็นหลัก แต่ต้อง
เป็นความจริงทั้งภายนอก และภายใน (กาย-ใจ)
ที่สำคัญคือ ความจริงอันประเสริฐ หรือ อริยสัจ 4
ที่หากเห็นแจ้งได้แล้ว ก็ย่อมเป็นทั้งความงามสูงสุด
และความดีสูงสุดไปด้วย พร้อมๆ กัน

 
At Sat Jun 18, 10:21:00 AM, Anonymous แนน said...

ซาบซึ้งค่ะ กับ"ความจริง ความงาม ความดี" และ comment
ภาษามีเพื่อกำหนดขอบเขตความหมาย ความรู้สึกนึกคิด... ดังเช่นที่เราพยายามเข้าใจคำว่า ความว่าง บางทีน่าจะลองหยุดทำความเข้าใจภาษา แต่ลองค้นหาโดยความรู้สึกดูนะคะ

 
At Thu Aug 18, 08:40:00 AM, Anonymous น้องทิง said...

ฟังจากที่คุณ morning_glory อ้างของอาจารย์ Wilber แล้ว ไม่มีใครนึกถึงพระรัตนตรัยเลยเหรอครับ (ผมว่ามันคล้ายๆ นะ) ชื่อมันบอกอยู่ว่า "แก้วสามประการ"หมายถึงความงามสุดจะบรรยายใน 3 มิติ ของธรรมะ
พระพุทธ...คืองดงามเมื่อยามผู้เห็นเป็นบุคคลที่ 1 หรือปัจเจก..."ความงาม"
พระธรรม...คืองดงามเมื่อยามเป็นสิ่งที่เห็นร่วมกัน..."เป็นความดี"
พระสงฆ์...งดงามจากมุมของผู้ที่เห็นตามมาหรือบุคคลที่ 3..."ความจริง"
หากมีความงามขาดไปเพียงมิตินึงนั้น ก็มิอาจเรียกธรรมะได้ เช่น
- ตัวเรามองเป็นความงามแต่เป็นสิ่งบิดเบือนต่อโลก ความงามที่เห็นมิอาจเรียกธรรมะ
- สังคมมองเป็นสิ่งที่ดีแต่ตัวเรามิอาจเห็นสันติในสิ่งนั้น (เช่นค่านิยมแก่งแย่งแข่งขันในสังคม)ความดีที่เห็นมิอาจเรียกธรรมะ
.....ฯลฯ.....

อืมมม...หรือผมเพี้ยนไปเองหว่า -_-!

 

Post a Comment

<< Home