Sunday, June 19, 2005

เมื่อ "มี" ก็ไม่ดีใจ เมื่อ "หมด" ก็ไม่เป็นไร



เวลาที่ผมตั้งใจจะหาซื้ออะไรบางอย่าง แล้วพนักงานที่ร้านบอกว่า . . . ของไม่มี . . . ของหมด ผมมักจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจ . . . ไม่ได้ดั่งใจ แต่ในทางกลับกัน หากถามหาแล้วได้ตามใจปรารถนา ก็จะรู้สึกสมหวัง . . . มีความสุข สุขที่ได้ของตามที่ต้องการ แต่ความรู้สึกสุขหรือพึงใจเมื่อได้สิ่งที่ต้องการนี้ก็ใช่ว่าจะจีรังตลอดไป ของบางอย่างตอนก่อนได้รู้สึกว่ายิ่งใหญ่และจำเป็นมาก แต่พอได้มาแล้วก็กลับรู้สึกเฉยๆ เรียกว่าได้เห็นความเป็น “อนิจจัง” ที่ค่อนข้างชัดเจนมาก

ผมเริ่ม “เข้าใจ” ในเรื่อง “ความไม่เที่ยง” ขึ้นมาบ้าง เริ่มเห็นลักษณะของ “ความเป็นคู่" ที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นว่าเพราะมีสุขจึงมีทุกข์ เพราะมีทุกข์จึงมีสุข เริ่มเข้าใจว่าทำไมหลวงพ่อชาจึงเทศน์ไว้เสมอว่า ปฏิปทาที่เป็น “สัมมาปฏิปทา” นั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกสุขหรือพึงพอใจ ก็ต้องเตรียมใจเผื่อไว้เผชิญกับความทุกข์หรือความไม่พึงพอใจด้วย

ถ้าเราสามารถทำใจของเราให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างความสุขกับความทุกข์ได้ คือไม่ยินดียินร้ายกับทุกข์หรือสุข เวลาได้ยินใครพูดชมเชยก็ไม่เกิดอาการ “ฟู” ได้ยินใครต่อว่าก็ไม่เกิดอาการ “แฟบ” ไปหาของที่ต้องการแล้วเขาบอกว่า “มี” ก็ไม่ได้ดีใจ หรือไปแล้วไม่ได้ของที่มองหาก็ ไม่หงุดหงิดใจ หากรู้สึกเช่นนี้ได้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ว่าขณะนี้จิตใจได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

ท่านมีความคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างไร เข้ามาคุย comment กันได้เลยครับ . . .


5 Comments:

At Sun Jun 19, 08:39:00 AM, Blogger Meditation mind said...

เป็นความจริงที่สุดเลยครับ ในโลกนี้จะมีของคู่กันเสมอ สุขก็พอใจ ทุกข์ก็หงุดหงิก ท้อแท้ เป็นสิ่งที่เกิดในใจเราตลอดเวลา ผมเองได้ทราบความจริงนี้ ประมาณ 8 ปี มานี้ หมั่นสังเกตุ สำรวจใจของเราเอง
ทุกเวลาที่มีเวลาพักในแต่ละวัน อาจารย์กล่าวไว้โดนใจผมมากเลย การฝึกสมาธิในแต่ละวัน วันละ 10 นาที จะช่วยได้ระดับหนึ่งครับ เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับกายได้ เมื่อนั้น ใจจะเดินสายกลาง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น เข้าใจสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริงครับ

 
At Sun Jun 19, 08:39:00 AM, Blogger Meditation mind said...

เป็นความจริงที่สุดเลยครับ ในโลกนี้จะมีของคู่กันเสมอ สุขก็พอใจ ทุกข์ก็หงุดหงิก ท้อแท้ เป็นสิ่งที่เกิดในใจเราตลอดเวลา ผมเองได้ทราบความจริงนี้ ประมาณ 8 ปี มานี้ หมั่นสังเกตุ สำรวจใจของเราเอง
ทุกเวลาที่มีเวลาพักในแต่ละวัน อาจารย์กล่าวไว้โดนใจผมมากเลย การฝึกสมาธิในแต่ละวัน วันละ 10 นาที จะช่วยได้ระดับหนึ่งครับ เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับกายได้ เมื่อนั้น ใจจะเดินสายกลาง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น เข้าใจสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริงครับ

 
At Sun Jun 19, 08:53:00 PM, Anonymous แนน said...

ดังเช่น หยินหยาง มั้งคะ ลักษณะที่เป็นคู่ ความสมดุล เช่น ชอบกับเฉย เกลียดกับเฉย ไม่ใช่ชอบกับเกลียด หรือ +กับ0 และ -กับ0 ไม่ใช่ +กับ-

 
At Mon Jun 20, 03:02:00 AM, Anonymous Mam said...

ทวิภาวะ เป็นภาวะที่ทุกคนย่อมหลีกหนีไม่พ้น เมื่อเจอ
สุข ย่อมตามมาด้วย ทุกข์ วันหนึ่ง ยิ้ม อีกวันอาจ ร้อง
ไห้เสียใจ
ตัวเองก็พยายามเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่ก็ยังตามมันไม่เคยทันสักที
พยายามเจริญสติ ให้ได้มากที่สุด แต่ก็มักจะมีอาการเผลอลืมตัวอยู่เรื่อย ๆ คงต้องพยายามฝึกเจริญสติให้
เข้มขึ้น

 
At Tue Jun 21, 05:26:00 AM, Anonymous นวลเพื่อนแนน said...

ทำไมไม่อยู่เหนือสิ่งคู่ เพราะไม่ว่าจะคู่อะไรที่สมมติขึ้นมานั้นมันล้วนแล้วแต่ยึดไม่่ได้และไม่ได้มีอยู่จริง
เมื่อไม่ยึดแล้วก็จะรู้ว่าความจริงโลกเป็นของว่างอยู่แล้ว

 

Post a Comment

<< Home