Tuesday, June 28, 2005

ปัญญาญาณ อาหารใจ ในPostToday


คุณมณีวรรณ ช่วยเต็ม จากหนังสือพิมพ์ Post Today ได้มาสัมภาษณ์ผมเรื่อง “Intuition: ปัญญาญาณ” และได้นำไปเขียนลงในคอลัมน์ “อาหารใจ” ฉบับประจำวันนี้ ผมได้คัดลอกข้อความบางตอนมาให้อ่านกัน ดังนี้ . . .


. . . ในปัจจุบันพบว่ามีเรื่องอะไรๆใหม่ๆอีกมากมายที่ช่วยทำให้ชีวิตนี้มีพลัง และหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า “ปัญญาญาณ” ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราได้อย่างลงตัว

ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้แปลและเรียบเรียงหนังสือเรื่อง “Intuition ปัญญาญาณ” ซึ่งแต่งโดยโอโช่ ปราชญ์ชาวอินเดียผู้มีชื่อเสียง ผู้เป็นที่สามารถนำศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาผสมผสานกับการฝึกสมาธิได้อย่างกลมกลืน จนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นภายในตัวผู้ปฏิบัติได้ โอโช่เป็นผู้หนึ่งที่มุ่งเน้นการทำสมาธิแบบตื่นตัว กระโดดโลดเต้น แทนการทำสมาธิแบบนั่งนิ่งอย่างที่เราคุ้นเคย

อาจารย์ประพนธ์ อธิบายว่า ปัญญาญาณ บางคนก็เรียกว่า ญาณทัศนะ หรือ การรู้แบบปิ๊งแว้บ คือเป็นการรู้ที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใจเราสงบนิ่ง ผ่อนคลาย สบายใจ มีสมาธิ ไม่สับสนวุ่นวายไปกับสิ่งต่างๆที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต โดยได้อธิบายโยงไปยังสิ่งที่โอโช่พูดไว้ว่าชีวิตที่สมบูรณ์และสมดุลนั้น จะต้องเป็นการก้าวไปบนบันไดทั้งสามขั้น คือ

ขั้นที่ 1 เป็นเรื่องสัญชาตญาณ (Instinct) ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกคน เช่น เวลามีภัยมาถึงตัวก็รู้จักหลบหลีกอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งหากเรามีสัญชาตญาณอย่างเดียวเราก็ไม่ต่างจากสัตว์ เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาสู่ขั้นที่ 2 ต่อไป
ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องปรีชาญาณ (Intellect) ได้แก่ การรับรู้ เข้าใจ รู้จักตัดสินใจ รู้จักคิดค้น โดยใช้สมองในการวิเคราะห์ เมื่อมีส่วนที่เป็นจิตสำนึก ส่วนนี้ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความ ว่าเราเป็นมนุษย์จนกว่าจะถึงขั้นที่ 3
ขั้นที่ 3 เป็นเรื่องปัญญาญาณ (Intuition) เป็นการเข้าถึงสภาวะจิตใจที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาญาณเป็นส่วนที่เป็นจิตเหนือสำนึก เป็นเรื่องของการหยั่งรู้ เป็นการรับรู้แบบปิ๊งแว้บ เป็นการรู้ที่ก้าวข้ามตรรกะและเหตุผล

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 สิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ปรีชาญาณเป็นสะพานที่จะทำให้คนก้าวไปสู่ปัญญาญาณได้ แต่คนหลายคนกลับคิดว่ามาถึงขั้นนี้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งถ้าหากเขาพยายามต่อไปอีกขั้นเขาก็จะสามารถเข้าถึงสภาวะของจิตที่แท้จริงได้ และจะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตประจำวันไม่น้อยทีเดียว ในเรื่องปัญญาญาณที่สามารถนำมาใช้งานได้นั้น อาจารย์ประพนธ์ได้เล่าตัวอย่างของ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ของไทยที่ได้ไปทำงานที่องค์การนาซ่า ที่ต้องคิดเรื่องชิ้นส่วนของยานไวกิ้งที่จะลงไปสำรวจดาวอังคาร คิดอยู่นานหลายวันแต่ก็คิดไม่ออกแม้จะพยายามครุ่นคิดอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม จนในที่สุด ดร.อาจองได้หยุดพัก ไม่คิด แล้วหันไปฝึกสมาธิชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจากปกติท่านเป็นคนที่ชอบทำสมาธิอยู่แล้ว และในทันใดนั้นเองก็เกิดปิ๊งแว้บขึ้นมาได้คำตอบของส่วนประกอบของยานไวกิ้งนั้นผุดขึ้นมาในใจ ซึ่งท่านก็สามารถนำไปออกแบบและใช้งานได้เป็นผลสำเร็จ

“ปัญญาญาณเป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ แต่อย่างในกรณีปิ๊งแว้บของ ดร.อาจอง น่าจะเป็นตัวอย่างให้เราได้เรียนรู้ว่า ปัญญาญาณเป็นพลังอันมหาศาลที่มีอยู่ในตัวเรา แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้ใช้สมอง (intellect) มาอย่างเต็มที่ จนในที่สุดก็ได้ปล่อยวาง จิตสงบ จิตละเอียด จนได้คำตอบที่แสวงหา มันเป็นคำตอบที่มาจากอนาคต ไม่ใช่จากอดีตอย่างที่เราคุ้นเคยกัน” อาจารย์ประพนธ์กล่าว

. . . อาจารย์ประพนธ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เราสะสมเก็บสะสมไว้ตั่งแต่ในอดีต อาจทำให้จิตใต้สำนึกของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี แต่ถ้าหากเราเห็นความสำคัญของพลังแห่งปัจจุบัน เราจะหันมาเก็บแต่สิ่งดีๆ มองหาสิ่งที่เป็นความสำเร็จ ความภูมิใจ เพราะมันจะช่วยเสริมแรงจิตใต้สำนึกของเราให้มีพลัง ทำให้เรากล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เพราะมีแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง นอกจากนี้เวลาที่มีประสบกับปัญหาหรือว่ามีความทุกข์ ก็จะนิ่งพอที่จะพิจารณาว่าทุกข์เพราะอะไร ทุกข์แล้วรู้สึกอย่างไร ในยามที่มีความสุข ก็รู้ว่าสุขนี้เป็นอย่างไร เกิดจากอะไร โดยที่ไม่เอาใจเข้าไปยึดในสุขและทุกข์นั้น ใจที่เป็นกลาง ใจที่ปล่อยวาง จะทำให้เกิดได้สิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” นี้บ่อยยิ่งขึ้น . . .


4 Comments:

At Wed Jun 29, 12:00:00 AM, Anonymous boonpitak said...

จิตนิ่ง จิตจึงเห็น
จิตใสเย็น จึงเกิดญาณ

ฝึกจิต สงบใจ ให้นิ่ง ปล่อยวางบ้าง แล้วปัญญาจะเกิด

ปล.
ว่าง เพราะ วาง
ไม่ใช่ ว่าง เพราะ ไม่มีอะไร :-)

 
At Wed Jun 29, 10:26:00 AM, Blogger Khaosampraya said...

อ่าน Post today แล้วค่ะได้ข่าวว่า หนังสือปัญญาญานกำลังขาดตลาดอยู่นะคะ พี่พรทิพย์จากสกว.ฝากบอกอาจารย์ว่าคราวหน้าขอไปร่วมวง dialouge ด้วยค่ะ

 
At Wed Jun 29, 07:50:00 PM, Anonymous Mam said...

ปัญญาญาณ เป็นเป้าหมายหนึ่งที่หวังจะไปให้ถึง วันเวลาที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่อวิชชาเต็มไปหมด ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาหารใจ หรือการพัฒนาจิต เท่าที่ควร
ขอเล่าเคสของตัวเองที่เคยประสพมาสักนิด คือ ตอนนี้ดิฉันกำลังเล่นหุ้นอยู่ บางทีอยู่ ๆ มันก็แว๊บขึ้นมาเอง
ว่าให้ลองซื้อหุ้นตัวนี้ดูสิ ทั้งที่ตอนนั้นก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมต้องซื้อตัวนั้น ทั้งที่ตอนนั้นหุ้นตัวนั้นอยู่ในสภาวะขาดทุน ดิฉันก็ไปปรึกษาเพื่อนที่เขาเรียน
ปริญญาโทเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้น เพื่อนก็หัวเราะใส่หน้า พร้อมทั้งปรามาสว่า ไม่รู้รึไงว่าตอนนี้มันขาดทุนบักโกรกซะขนาดนั้น ยังจะกล้าไปซื้ออีก สุ ดท้ายก็ตัดสินใจซื้อ จากวันนั้นมาถึงวันนี้ หุ้นตัวนั้นขึ้นมามากกว่า 200 - 300% จนเพื่อนคนนั้น ต้องกลับมาเป็นฝ่ายถามดิฉันบ้างว่าควรจะซื้อตัวไหนในช่วงนั้น ๆ
คือ ดิฉันจะเกิดอาการในลักษณะปิ๊งแว๊บอย่างนี้ค่ะ
ในหลาย ๆ เรื่อง แบบจู่ ๆ มันก็เข้ามา โดยไม่มีเหตุไม่มีผล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดที่ปิ๊งเข้ามามักจะถูกต้อง ในขณะที่การตัดสินใจแบบเพียบพร้อมไปด้วยข้อมูลและเหตุผล บางครั้งกลับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดไปก็มี

 
At Wed Sep 05, 10:41:00 PM, Anonymous แก้ว said...

ขอเชิญท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายศึกษาวิธีการ
"ดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ "
www.whatami.5u.com/for/for6.html
จากเวป "ฉันคืออะไร?"
www.whatami.5u.com

 

Post a Comment

<< Home