Wednesday, July 27, 2005

ประโยชน์มากมาย แต่อันตรายมหันต์

ในครั้งที่แล้วที่ผมพูดเรื่องการใช้ “มีด” ซึ่งผมหมายถึงการรู้จักใช้ "ความรู้ ความจำ และความคิด" นั้น ผมได้ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “สิ่งใดก็ตามที่ให้ประโยชน์กับเรามากมาย สิ่งเดียวกันนั้นก็มักจะก่อให้เกิดอันตรายที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน” ผมอยากให้ท่านลองเหลียวมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วท่านจะพบว่าส่วนใหญ่จะเข้าข่ายนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีต่างๆที่สร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตของเรา หากมองอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นว่ามันเป็นพิษเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเราด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ โทรทัศน์ มือถือ หรืออินเตอร์เน็ต ก็ตาม

ในวันนี้ผมจะขอหยิบสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมันมีผลระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราค่อนข้างมาก ... ผมกำลังจะพูดถึงเรื่อง “เงิน” และเรื่อง “ภาษา” ครับ ... จะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่มีสองสิ่งนี้ ชีวิตและสังคมของเราคงจะไม่เป็นอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภาษาทำให้เราสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ภาษาเป็นสื่อในการแปลงความคิด ให้ออกมาเป็นคำพูด ให้ออกมาเป็นตัวอักษร หากไร้ซึ่ง “ภาษา” โลกของเราคงไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมากมายอย่างที่เป็นอยู่นี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ภาษา” ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นเราทำให้เข้าไม่ถึงสัจธรรม การที่เราติดอยู่กับตัวภาษา ทำให้เราไม่รู้ว่าสภาวะแห่งธรรมะที่แท้นั้นเป็นอย่างไร การตีความและภาษาทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมามากมาย ภาษาได้กลายเป็นสาเหตุใหญ่ที่สร้างความไม่เข้าใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

เรื่องที่สองที่ผมจะขอกล่าวถึง เป็นเรื่องของ “เงินตรา” เราจะพบว่าในระบบเศรษฐกิจนั้นมนุษย์ได้ใช้ “เงินตรา” เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสิ่งของและแรงงานระหว่างกัน เงินตรากลายเป็น “เครื่องมือ” ทางเศรษฐกิจที่สำคัญและทรงพลังยิ่ง ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของเงินตรา ก็คือ เป็นสิ่งที่สามารถสะสมได้ คุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์เป็นอย่างดี เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการที่จะเก็บสะสม ... เป็นการสะสมทั้งเพื่อตนเอง และสมสมไว้ให้กับคนที่ตนรัก แรกเริ่มเดิมทีสมัยที่ไม่มีระบบการเงินการธนาคาร ก็อาจจะเป็นการสะสมสิ่งที่ต้องมีไว้กินต้องมีไว้ใช้ ในสมัยโบราณอาจเป็นการสะสมสิ่งที่ตัวเองไปล่ามาได้ หรือเป็นสิ่งที่ปลูกและเก็บเกี่ยวได้ เพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในโอกาสหน้า มีการคิดเทคโนโลยีหรือใช้วิธีการต่างๆ ตัวอย่างเช่น รู้จักเอามาตากทำให้แห้ง เพื่อจะได้เก็บของนั้นไว้ได้นานๆ แต่ครั้นเมื่อมีผู้คิดค้นระบบเงินตราขึ้นมาใช้ การสะสมของมนุษย์ก็ยิ่งสะดวกง่ายดายกว่าเดิมมาก

เงินตรา ที่แรกริ่มเดิมทีคิดไว้ว่าจะใช้เป็นเครื่องมือ หรือเป็นสื่อสำหรับใช้แลกเปลี่ยน เพื่อทำให้การดำรงชีวิตง่ายสะดวกสบายขึ้น ในที่สุดได้กลับกลายมาเป็น “เป้าหมาย” ชีวิตของคนหลายๆ คน มีคนเป็นจำนวนมากที่ได้หันไปยึด “เงินตรา” เป็นสรณะ มองเงินตราว่าเป็นเป้าหมายของชีวิต โดยลืมคิดว่าระบบ “เงินตรา” นี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงสิ่งที่เรา “สมมติ” ขึ้นมา เราคือผู้ที่ร่วมกันให้ “ค่า” กับมัน มูลค่าเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนแปรผันได้ตลอดเวลา เราอาจจะเคยฟังผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านชีวิตในช่วงคับขัน เช่นผ่านช่วงสงครามมา พวกเขามักจะเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเวลานั้น เงินตราอาจลดค่าลงไปเรื่อยๆจนเกือบไม่มีค่าเลย เปรียบได้กับผู้ที่อดน้ำอยู่กลางทะเลทราย หากให้เลือกระหว่างน้ำหนึ่งขวดกับเงินหนึ่งแสนบาท หลายคนคงจะเลือกน้ำหนึ่งขวด (หรือเปล่า?) สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการซื้อขายหลักทรัพย์ และเคยมีประสบการณ์ผ่านช่วงวิกฤตทางการเงิน ก็อาจจะเคยเผชิญกับภาวะที่มูลค่าหุ้นที่ตนถืออยู่นั้นอันตรธานหายไป จนเกือบเป็นศูนย์มาแล้ว นี่คือผลของสิ่งที่เรา “สมมติ” กันขึ้นมา

ความเข้าใจเรื่องเงิน และภาษา ในระดับที่ก้าวข้ามความเป็น “สมมติบัญญัติ” จะทำให้เรามองเห็นชีวิตนี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ...... ผมเองต้องยอมรับว่ายังเป็นคนหนึ่งที่ติดอยู่กับ “ความยั่วยวนของเงินตรา” และยังคงตก “กับดักของภาษา” อยู่บ่อยๆ ... พยายามอย่างยิ่งครับ ที่จะก้าวข้ามความเป็น “สมมติบัญญัติ” นี้ให้ได้ ... ท่านล่ะ...เป็นอย่างไรบ้าง? มีข้อแนะนำอะไรดีๆ รบกวนแบ่งปันให้ทุกท่านได้นำไปทดลองใช้ในชีวิตบ้าง ... ขอบคุณล่วงหน้าครับ

Tuesday, July 26, 2005

ศิลปะการใช้ "มีด"

“ความคิด ความจำ และความรู้” ถึงแม้จะดูว่าเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ แต่ทุกท่านก็คงจะไม่เถียงว่าที่โลกเราพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะพลังของคำ 3 คำนี้นั่นเอง โลกปัจจุบันนั้นได้ให้ความสำคัญกับคำ 3 คำนี้อย่างเต็มที่ มีผู้ที่เขียนหนังสือ และจัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับพัฒนาศักยภาพเรื่องความจำ ความคิด ขึ้นมามากมาย ระบบการศึกษา และการวิจัย ก็ได้ทุ่มเทไปกับเรื่องความคิด ความรู้ นี้อย่างมหาศาล ศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรู้นี้ด้วยเช่นกัน จนออกมาเป็นหลักการสำคัญๆ อย่างที่รู้จักกันในนามของ การจัดการความรู้ หรือ KM

ความคิด ความจำ ความรู้ ได้กลายเป็น “เครื่องมือ” สำคัญของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ การแข่งขัน ที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน บนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ในโลกแห่งจิตวิญญาณ โลกแห่งธรรม โลกแห่งความเข้าใจในชีวิต “ความคิด ความจำ และความรู้” ดูเหมือนว่าจะเป็น “ศัตรูตัวฉกาจ” ที่ทำให้เราพลาด “การมีชีวิตที่แท้จริง” ..... มันเป็นไปได้อย่างไร? ..... ผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? ..... ตกลง ความรู้ ความจำ และความคิด เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?

ความคิด ความจำ และ ความรู้ ถ้าดูให้ดีจะพบว่าคำ 3 คำนี้แท้จริงแล้วเกี่ยวเนื่องพันกันอยู่ อาทิเช่น ความรู้ อาจได้มาจากความคิด ความคิด บางส่วนก็มาจากความจำ หรือความจำก็นำมาจากความรู้ อะไรในทำนองนี้ เป็นต้น ครูบาอาจารย์ทางธรรมมักจะสอนให้เราระวังในเรื่องความคิด เรื่องการปรุงแต่ง เรื่องการสร้างเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในใจของเรา Osho และ กฤตษณะมูระติ เตือนอยู่เสมอให้ระวังเรื่องความคิด ให้ระวังเรื่องความรู้ ผมเองก็ได้แต่เถียงท่านว่าถ้าไม่มีความคิด ไม่มีความรู้ แล้วผมจะทำงานได้อย่างไร?

ผมลืมนึกไปว่า ความคิด ความจำ ความรู้ นี้แท้จริงก็คือ “เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่ง ผมจะลองสมมติว่าเป็นมันคือ “มีด” ก็แล้วกันเพื่อให้ทุกท่านมองเห็นภาพ จะเห็นได้ว่าในแต่ละวันของเรานั้น ไม่จำเป็นที่เราต้องใช้ “มีด” ตลอดเวลา เราจะใช้มันก็ต่อเมื่อเราต้องการจะหั่น หรือปอกอะไรบางอย่าง ตอนที่เราไม่ใช้ เราก็ควรจะ “วาง” มันลง คงจะไม่ถือหรือกำไว้ในมือตลอดเวลา เพราะถ้าไม่ระวังให้ดี "มีด" ที่กำอยู่นี้มีโอกาสที่จะ "บาด" มือเราได้ตลอดเวลา


ชีวิตเราก็เช่นกัน เวลาที่ทำงาน เรามีความจำเป็นต้องใช้ ความคิด ความจำ ความรู้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องใช้มันอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวที่เราไม่ใช้มัน เราก็ควรที่จะ “วาง” มันลง ไม่ใช่ไปหลงปล่อยให้มันเข้ามาพัวพันกับใจเราอยู่ตลอดเวลา Osho ได้พูดไว้ในหนังสือ “ปัญญาญาณ” หลายครั้งว่า อย่าปล่อยให้ความคิดเข้ามาเป็น “เจ้าชีวิต” เข้ามาครอบครองเรา อย่าลืมว่ามันไม่ใช่ “เจ้านาย” เรา มันเป็นเพียง “ผู้รับใช้” มันเป็นเพียง“เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่งในชีวิตเราเท่านั้น

ศิลปะการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยที่สามารถทำงานลุล่วงได้ผลสำเร็จ จึงเป็นศิลปะของการใช้ “มีด” เป็นความสามารถในการ “หยิบ” มันขึ้นมาใช้งาน และรู้ว่าเมื่อไรจะต้อง “วาง” มันลง

เราคงต้องหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งใดก็ตามที่ให้ “ประโยชน์” กับเรามากมาย สิ่งเดียวกันนั้นก็มักจะก่อให้เกิด “อันตราย” ที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

ขอเชิญทุกท่านแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวาง “มีด” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าพูดง่าย แต่ทำได้ยากยิ่งจริงๆ ครับ

Thursday, July 21, 2005

บันไดสี่ขั้นที่ปิดกั้นการพัฒนา

เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมและทีมงาน สคส. ได้มีส่วนช่วยจัด Workshop KM ให้กับกลุ่มนักพัฒนารุ่นใหม่ โครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออก ที่ เขาชะเมา ชาเลย์ จังหวัดจันทบุรี มีช่วงหนึ่งผมได้พูดถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา โดยสรุปให้เห็นว่าเปรียบเหมือนกับการเดินขึ้นบันได 4 ขั้น บางที่ไปไม่ถึงไหนเพราะยืนหยุดอยู่แค่ขั้นที่ 1 คือ คนในชุมชน หรือคนในองค์กร ไม่ยอมพูดคุยกัน ไม่มีการแบ่งปันความรู้ ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน สิ่งที่นักพัฒนา หรือ คุณอำนวย (Facilitator) จะต้องทำให้ได้ ก็คือ จะต้องพยายามสร้างบรรยากาศ จัดกระบวนการ หรือเตรียมเวที (ตั้งวง) ให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาส พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้าง หากทำได้ก็เท่ากับว่าได้ก้าวข้ามบันไดขั้นที่ 1 นี้ได้

บันไดพัฒนา


สิ่งที่ต้องระวังต่อมา ก็คือ อย่ามัวแต่หลงดีใจกับการพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เกิดขึ้น เพราะจากประสบการณ์ของผมพบว่า หลายๆ ครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็น “ของปลอม” เพราะลึกๆ แล้วภายในตัวคนเหล่านั้น ไม่ได้ “เปิดรับ” ซึ่งกันและกัน กระบวนการพูดคุยที่อุตส่าห์ทำกันจึงเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อทุกคนไม่เปิดรับ ทุกคนก็กลับไปพร้อมกับสิ่งเดิมๆ ที่ติดตัวมาเท่านั้นนเอง นักพัฒนาจะต้องหากุศโลบายเพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้คลี่คลาย เกิดการรับฟังซึ่งกันและกัน ทำให้คนเปิด “ใจกว้าง” พอ ที่จะรับฟังสิ่งที่แตกต่างได้อย่างสบายใจหากทำได้ ก็เท่ากับว่าได้ก้าวข้ามบันไดขั้นที่สองไปได้

อุปสรรคหรือสิ่งที่ขวางกั้นในขั้นที่ 3 ก็คือการที่รับไปแล้ว แต่ไม่ยอมนำไปปรับ นำไปดัดแปลงประยุกต์ใช้ ให้เข้ากับบริบทของตน หลายครั้งหลายหนเรามักจะโทษไปที่ระบบการศึกษาของเราว่าสอนให้คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าดัดแปลง ไม่กล้าปรับเปลี่ยน เรียนอะไรมาก็พยายามแต่จะจำและคิดแต่จะทำตามนั้นเป็นหลัก นักพัฒนาจึงต้องเป็นผู้ที่ “ยุ” เป็นผู้ที่ “กระตุ้น” ให้คนกล้าที่จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้ อยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพียง “จำ” และ “ทำตามคำบอก” แต่เพียงอย่างเดียว หากจะเลียนแบบจะต้องเป็นการเลียนแบบที่เรียกว่า C&D คือ Copy และ Develop พัฒนาต่อยอด จึงจะถือว่าก้าวข้ามบันไดขั้นที่ 3

หลายครั้ง เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่แค่ขั้นที่ 3 ไม่สามารถก้าวข้ามไปขั้นที่ 4 ได้ เพราะขั้นที่ 4 นี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ วิริยะ อุตสาหะ ใช้ความเพียร ความพยายาม ทำให้สิ่งที่คิดที่ฝันไว้นี้เกิดขึ้นจริงๆ เรียกได้ว่าต้องใช้ทั้ง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ (ใจที่จดจ่อ) และ วิมังสา (ปัญญาไตร่ตรอง) เลยทีเดียว

Tuesday, July 12, 2005

คำสอนอาจารย์เซน

เมื่อวานหลังจากที่ผมเสร็จสิ้นการบรรยายเรื่อง KM ให้กับนักบริหารแรงงาน ผมได้มีโอกาสฟังวิทยากรช่วงบ่าย ท่านมีสไตล์การบรรยายที่ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” เพราะลีลาน้ำเสียงของท่านนั้น “เหนือชั้น” จริงๆครับ ท่านผู้นี้คือ ดร.โสภณ ภูเก้าล้วน ช่วงเริ่มต้นการบรรยายท่านได้กล่าวถึงหลักการสำคัญของเซนที่ว่า “จงเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยกำลังของคู่ต่อสู้ อย่าโหมเอากำลังเข้าแลก เพราะชัยชนะที่ต้องสูญเสียกำลังจากภายในไปโดยสิ้นเชิงนั้น มันคือชัยชนะของผู้ที่กำลังรอการพ่ายแพ้” ผมฟังแล้วก็เกิด “ปิ๊ง” ขึ้นมาทันที ผมว่านี่คือวิทยายุทธ์ที่ล้ำเลิศสุดๆครับ

นอกจากนั้นท่านยังบอกอีกด้วยว่าอาจารย์เซนนั้นมักจะไม่สอนด้วยการบรรยาย แต่จะสอนด้วยการกระทำ ซึ่งทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์วันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ตอนที่ผมไปทำสัมมนาให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง โดยบินไปทำสัมมนากันที่ภูเก็ต (ร่วมรายการส่งเสริมการท่องเที่ยวภูเก็ต) เรื่องหนึ่งที่ผมเน้นในการสัมมนาก็คือคำว่า “ประสิทธิผล” ผมพยายามยกตัวอย่างให้เห็นว่าพวกเรามักจะเคยชินอยู่กับเรื่อง “ประสิทธิภาพ” คือห่วงแต่เรื่องต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) เรื่องการสูญเสีย (Waste) และเรื่องรอบเวลา (Cycle Time) เรียกได้ว่าเรื่องประสิทธิภาพนี้ฝังอยู่ในใจของทุกคน แต่เรื่องประสิทธิผลกลับกลายเป็นเรื่องที่เรามักไม่ค่อยได้สนใจ ทั้งๆที่ประสิทธิผลนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ

ผมยังได้สาธยายต่อไปว่า ประสิทธิผลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายและทิศทาง ถ้าเราทำๆไปแต่มันไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ สิ่งที่เราทำไปก็ไร้ซึ่งประสิทธิผล เป้าหมายและทิศทางจึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราจะต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าเรามาถูกทางหรือไม่ มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราทำก็อาจจะสูญเปล่า

. . . ตอนที่คณะเราจะขึ้นเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ พอหัวหน้าคณะแจกตั๋วขึ้นเครื่องบิน (Boarding Pass) เรียบร้อย ทุกคนก็รีบเดินมุ่งไปยังประตู (Gate) ผู้โดยสารขาออก ผมเองเดินนำหน้าเพราะผมได้รับตั๋วมาเป็นคนแรกๆ พอเดินไปใกล้บันไดเลื่อน ด้วยความเคยชิน (เพราะสนามบินหลายๆที่ ส่วนผู้โดยสารขาออกมักจะอยู่ชั้นบน เช่น ที่กรุงเทพ ที่หาดใหญ่ หรือที่พิษณุโลก เป็นต้น) ผมก็ก้าวขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อจะไปยังชั้นบน ผู้คนในคณะที่เดินตามผมมาติดๆ ก็ก้าวขึ้นบันไดเลื่อนตามผมมา (ประมาณสิบกว่าคน) ถึงตอนนั้นเริ่มมีบางคนเอะใจว่าประตูทางออกไม่ได้อยู่ที่ชั้นบน บางคนก็ตะโกนบอกคนข้างล่างว่าไม่ต้องตามขึ้นมา . . . วันนั้นพวกที่ตามผมขึ้นมาชั้นบนต้องเดินกลับลงมาข้างล่าง เพราะผมหลงทิศทางครับ เรียกได้ว่าเป็นการสอนเรื่องประสิทธิผลแบบอาจารย์เซนโดยที่ผมเองก็ไม่ได้วางแผนมาก่อนครับ

Monday, July 11, 2005

ประสบการณ์ของคนดื้อ

เช้าวันนี้ผมได้ไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับหลักสูตร นักบริหารแรงงาน ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีผู้เข้าฟังทั้งสิ้น 40 ท่าน ส่วนใหญ่เป็นนักบริหารแรงงานที่ประจำอยู่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ผมได้พยายามเน้นให้เห็นว่าความรู้ที่มีอยู่ในตัวนักบริหารแรงงานแต่ละท่านนั้น เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ถ้าสามารถนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้วล่ะก็ จะทำให้ผู้บริหารทั้งหลายได้เรียนรู้เพิ่มพูนศักยภาพขึ้นอย่างมากมายภายในเวลาอันสั้น ได้ความรู้ที่นำมาสู่การแก้ปัญหา หรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล

แต่แล้วช่วงระหว่างเวลาพัก ผมก็เริ่มได้ยินหลายคนพูด (บ่น) ว่าเรื่องทำนองนี้คงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในหน่วยงานของเขา ถึงตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหัวหน้าของผม (ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช) จึงมักเตือนผมอยู่เสมอ (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ว่าไม่น่าจะรับบรรยายหรือรับเป็นวิทยากร เพราะจากประสบการณ์ของท่าน ท่านคิดว่าการบรรยายส่วนใหญ่ไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่อง KM นี้ได้ ตัวผมเองค่อนข้างเชื่อเรื่องพลังของใจ ผมคิดว่าจะด้วยประการใดก็ตาม ถ้าทำให้คน “ฉุกคิด” ขึ้นมาได้ “มีใจ” ต้องการจะทำ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหนก็จะสามารถทำสิ่งๆนั้นได้ ผมมองการบรรยายว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่จะจุดประกาย สร้างพลังใจ ทำให้เกิดฉันทะ สร้างพละกำลังให้กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ

เสียงสะท้อนที่ได้รับมาในวันนี้ . . . ทำให้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ หรือวิธีการสื่อสารเสียใหม่ บางทีการบรรยายอาจจะไม่ได้ผลดังที่ท่านอาจารย์วิจารณ์เตือนไว้ก็ได้ . . . ใครมีอะไรจะแนะนำ เชิญเลยครับ . . .

Sunday, July 10, 2005

ถูกปาก ถูกใจ ไปภูเก็ต

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับองค์กรรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง . . . เป็นหลักสูตรต่อเนื่องที่จัดมาหลายรุ่นแล้ว (รุ่นละประมาณ 40 คน) เป็นหัวข้อเกี่ยวกับหลักคิดเพื่อชีวิตและการทำงานอย่างมีความสุข รุ่นนี้พิเศษหน่อยตรงที่ไม่ได้จัดใกล้ๆกรุงเทพฯเหมือนรุ่นก่อนๆ (เช่น พัทยา ชะอำ ฯลฯ) แต่เหาะไปถึงภูเก็ต เพราะทางผู้จัดบวกลบคูณหารดูแล้วพบว่าค่าใช้จ่ายถูกกว่า เนื่องจากมีรายการโปรโมชั่นให้หันมาท่องเที่ยวและจัดสัมมนาที่ภูเก็ดเพื่อช่วยกันพลิกฟื้นทะเลฝั่งอันดามัน

FromHotel

หาดป่าตอง มุมมองจากห้องพัก

ผมเองไม่ได้ไปภูเก็ตมาหลายปีแล้ว ไปคราวนี้ทางคณะได้ไปพักกันที่หาดป่าตอง ร่องรอยของสึนามิก็มีให้เห็นอยู่บ้าง บางส่วนก็ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยบางส่วนก็กำลังทยอยซ่อมแซมอยู่ โดยภาพรวมต้องถือว่าสามารถพลิกฟื้นปรับสภาพได้ค่อนข้างรวดเร็วทีเดียว แต่บรรยากาศทั่วๆไปก็ยังคงเงียบเหงาเอามากๆ เรียกว่าเมื่อได้ไปสัมผัสแล้วก็อยากจะชักชวนคนไทยให้ช่วยกันไปอุดหนุนกันเยอะๆ ผมได้ยินมาว่าปลายเดือนนี้จะมีโปรโมชั่นใหญ่ เที่ยวทั่วไทยอีกครั้งที่ศูนย์สิริกิติร์

Patong_Beach

ทัศนียภาพหาดป่าตองยามพลบคำ

เดินทางเที่ยวนี้ในเพ็คเก็จให้ใช้สายการบินของบางกอกแอร์เวย์ ผมเองรู้สึกจะนั่งบางกอกแอร์เวย์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ตอนขาไปเป็นเครื่อง 717 ส่วนขากลับเป็นเครื่องแอร์บัส A320 ที่นั่งค่อนข้างสบาย มีพื้นที่ให้ยืดขาได้มากกว่าที่เคยนั่งประจำ เที่ยวขากลับ (19:20 น.) ผมประทับใจในบริการอาหารเย็นของเขามากๆ นึกไม่ถึงว่าเขาจะเสริฟอาหารร้อนเหมือนกับที่เคยทานในระหว่างที่บินไปต่างประเทศ ถ้าจำไม่ผิดกับข้าววันนั้นเป็นฉู่ฉี่ปลาที่ราดมาบนข้าวร้อนๆ ที่ถูกใจอย่างยิ่งก็คือเขาใช้ข้าวกล้องซะด้วย นอกจากนั้นยังมีของหวานที่เป็น Fruit Ice หรือไอศครีมหวานเย็น ตบท้ายอีกด้วย

ตอนที่เริ่มเขียนบันทึกนี้ ผมตั้งใจว่าจะพูดเรื่องการสัมมนา แต่กลับกลายมาบรรยายเรื่องอาหารการกินบนเครื่องบินแทน รู้สึกเหมือนกับกำลังทำตัวเป็นนักเขียนรายการชวนชิมอะไรทำนองนั้น . . . แต่ทำไงได้ล่ะครับ ก็ผมรู้สึกประทับใจในการบริการของเขาจริงๆ ก็เลยต้องเชียร์กันหน่อย . . . เป็นการเชียร์ที่มาจากใจ ผมไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่นจากสายการบินแต่อย่างใดครับ

Monday, July 04, 2005

ความรู้ หรือ ความคิดเห็น


เมื่อเที่ยงวันนี้ ในขณะที่ทานอาหารกลางวันกันที่ สคส. เราได้พูดกันถึง blog ใน “GotoKnow.org” ซึ่งตอนนี้คึกคักมาก มีคนเขียน blog เพิ่มขึ้นทุกวันวันละหลายสิบคน ในระหว่างที่คุยกันนั้น ผมก็ได้ลองโยนประเด็น (ไม่ใช่เพื่อให้ “วงแตก” แต่เพื่อให้ได้ “ขบคิด” กันครับ) ไปว่า ที่เขียนๆ กันมานี้ แน่ใจหรือว่าเป็น “ความรู้” หรือว่าเป็น “ความคิดเห็น” กันแน่ !

ผมว่าความรู้ที่เป็น Tacit นั้น มันมักจะมีส่วนที่เป็นบริบท (Context) เกาะเกี่ยวอยู่ด้วยอย่างแนบแน่นไม่เหมือนกับความรู้ในแบบที่เป็น Explicit ซึ่งมักจะถูก “ตีความ” ผ่านกระบวนการ “วิเคราะห์” “สังเคราะห์” มาบ้างแล้ว (ไม่มากก็น้อย) การถ่ายทอดความรู้ที่เป็น Tacit จึงมักจะออกมาพร้อมๆ กับส่วนที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งแต่ก่อนผมเข้าใจผิดคิดว่าต้องเป็นการถ่ายทอดผ่าน “คำพูด” เท่านั้น แต่ตอนนี้ก็ได้เห็นชัดเจนแล้วว่าสามารถถ่ายทอดผ่านการเขียน เช่นการเขียน blog นี้ได้เช่นกัน ในหลายๆกรณีการที่เราพยายามจะแยกแยะให้ชัดลงไปว่า สิ่งนี้ คือ “Tacit Knowledge” หรือว่ามันเป็น “ความคิดเห็น” จึงไม่ง่ายนัก !

ก่อนที่เราจะทานข้าวกันเสร็จ ได้ก็มีผู้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า “แล้วที่ครูสอนนักเรียนอยู่ทุกวันนี้ คิดว่าว่ามันเป็นความรู้ หรือว่าเป็นความคิดเห็นของครูกันแน่?” ผมได้ให้แง่คิดไปว่า ถ้าสิ่งที่กำลังฟังอยู่นั้น ฟังแล้วค่อนข้างน่าเบื่อ ผมสันนิฐานว่านั่นน่าจะเป็นส่วนของ “ความรู้” (ส่วนที่เป็น Explicit Knowledge) แต่ถ้าฟังแล้วรู้สึกสนุกสนาน น่าสนใจ ผมเดาว่าน่าจะเป็น “ความคิดเห็น” (หรือ Tacit Knowledge) มากกว่า !?! . . . ผมไม่ได้บอกว่า ความคิดเห็น = Tacit Knowledge นะครับ เพียงแต่บอกว่ามันมีส่วนที่เกี่ยวพันกันค่อนข้างมาก

. . . ท่านมี “ความรู้” หรือ “ความคิดเห็น” ในเรื่องนี้อย่างไร Comment กันเข้ามาได้เลยครับ