Thursday, July 21, 2005

บันไดสี่ขั้นที่ปิดกั้นการพัฒนา

เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมและทีมงาน สคส. ได้มีส่วนช่วยจัด Workshop KM ให้กับกลุ่มนักพัฒนารุ่นใหม่ โครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออก ที่ เขาชะเมา ชาเลย์ จังหวัดจันทบุรี มีช่วงหนึ่งผมได้พูดถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา โดยสรุปให้เห็นว่าเปรียบเหมือนกับการเดินขึ้นบันได 4 ขั้น บางที่ไปไม่ถึงไหนเพราะยืนหยุดอยู่แค่ขั้นที่ 1 คือ คนในชุมชน หรือคนในองค์กร ไม่ยอมพูดคุยกัน ไม่มีการแบ่งปันความรู้ ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน สิ่งที่นักพัฒนา หรือ คุณอำนวย (Facilitator) จะต้องทำให้ได้ ก็คือ จะต้องพยายามสร้างบรรยากาศ จัดกระบวนการ หรือเตรียมเวที (ตั้งวง) ให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาส พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้าง หากทำได้ก็เท่ากับว่าได้ก้าวข้ามบันไดขั้นที่ 1 นี้ได้

บันไดพัฒนา


สิ่งที่ต้องระวังต่อมา ก็คือ อย่ามัวแต่หลงดีใจกับการพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เกิดขึ้น เพราะจากประสบการณ์ของผมพบว่า หลายๆ ครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็น “ของปลอม” เพราะลึกๆ แล้วภายในตัวคนเหล่านั้น ไม่ได้ “เปิดรับ” ซึ่งกันและกัน กระบวนการพูดคุยที่อุตส่าห์ทำกันจึงเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อทุกคนไม่เปิดรับ ทุกคนก็กลับไปพร้อมกับสิ่งเดิมๆ ที่ติดตัวมาเท่านั้นนเอง นักพัฒนาจะต้องหากุศโลบายเพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้คลี่คลาย เกิดการรับฟังซึ่งกันและกัน ทำให้คนเปิด “ใจกว้าง” พอ ที่จะรับฟังสิ่งที่แตกต่างได้อย่างสบายใจหากทำได้ ก็เท่ากับว่าได้ก้าวข้ามบันไดขั้นที่สองไปได้

อุปสรรคหรือสิ่งที่ขวางกั้นในขั้นที่ 3 ก็คือการที่รับไปแล้ว แต่ไม่ยอมนำไปปรับ นำไปดัดแปลงประยุกต์ใช้ ให้เข้ากับบริบทของตน หลายครั้งหลายหนเรามักจะโทษไปที่ระบบการศึกษาของเราว่าสอนให้คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าดัดแปลง ไม่กล้าปรับเปลี่ยน เรียนอะไรมาก็พยายามแต่จะจำและคิดแต่จะทำตามนั้นเป็นหลัก นักพัฒนาจึงต้องเป็นผู้ที่ “ยุ” เป็นผู้ที่ “กระตุ้น” ให้คนกล้าที่จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้ อยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพียง “จำ” และ “ทำตามคำบอก” แต่เพียงอย่างเดียว หากจะเลียนแบบจะต้องเป็นการเลียนแบบที่เรียกว่า C&D คือ Copy และ Develop พัฒนาต่อยอด จึงจะถือว่าก้าวข้ามบันไดขั้นที่ 3

หลายครั้ง เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่แค่ขั้นที่ 3 ไม่สามารถก้าวข้ามไปขั้นที่ 4 ได้ เพราะขั้นที่ 4 นี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ วิริยะ อุตสาหะ ใช้ความเพียร ความพยายาม ทำให้สิ่งที่คิดที่ฝันไว้นี้เกิดขึ้นจริงๆ เรียกได้ว่าต้องใช้ทั้ง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ (ใจที่จดจ่อ) และ วิมังสา (ปัญญาไตร่ตรอง) เลยทีเดียว

1 Comments:

At Mon Jul 25, 08:57:00 AM, Blogger Khaosampraya said...

การสร้างกระบวนการเรียนรู้ระยะยาวหรือขบวนการทางปัญญาในชุมชนกลายเป็นเรื่องยากเพราะต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความอดทน โครงการวิจัยท้องถิ่นของ สกว.แต่ละโครงการใช้เวลาพัฒนาโจทย์นานกว่าหกเดือนขึ้นไป จากการเริ่มงานที่วิทยาลัยฯ พบว่าคนที่มีการศึกษา มีอายุมาก มีประสบการณ์ กลับก้าวขึ้นบันไดได้ยากกว่าเด็กนักเรียน - นักศึกษา เพราะกรอบ และฐานคิดเดิม บวกกับความเป็นผู้ใหญ่ ที่หวาดระแวง และไม่ไว้วางใจ จึงทำให้ยากและต้องใช้เวลา ใช้เวทีพูดคุยเพื่อกระทุ้งกระแทกกระเทาะและคัดเลือกคนให้เหลือเนื้อแท้จริงๆ แต่งานในระบบราชการส่วนใหญ่ หวังผลเชิงปริมาณมากกว่าการทำในลักษณะน้อยแต่มีคุณภาพ ผลเสียขงระบบสังคมในภาพรวมจึงเห็นภาพได้ชัดในยุคปัจจุบัน คงใช้เวลากันอีกหลายหนื่อยนะคะกว่าพวกเราทั้งหลายจะได้เห็นภาพฝันที่วาดหวังไว้...

 

Post a Comment

<< Home