Tuesday, July 26, 2005

ศิลปะการใช้ "มีด"

“ความคิด ความจำ และความรู้” ถึงแม้จะดูว่าเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญ แต่ทุกท่านก็คงจะไม่เถียงว่าที่โลกเราพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะพลังของคำ 3 คำนี้นั่นเอง โลกปัจจุบันนั้นได้ให้ความสำคัญกับคำ 3 คำนี้อย่างเต็มที่ มีผู้ที่เขียนหนังสือ และจัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับพัฒนาศักยภาพเรื่องความจำ ความคิด ขึ้นมามากมาย ระบบการศึกษา และการวิจัย ก็ได้ทุ่มเทไปกับเรื่องความคิด ความรู้ นี้อย่างมหาศาล ศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรู้นี้ด้วยเช่นกัน จนออกมาเป็นหลักการสำคัญๆ อย่างที่รู้จักกันในนามของ การจัดการความรู้ หรือ KM

ความคิด ความจำ ความรู้ ได้กลายเป็น “เครื่องมือ” สำคัญของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ การแข่งขัน ที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน บนอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ในโลกแห่งจิตวิญญาณ โลกแห่งธรรม โลกแห่งความเข้าใจในชีวิต “ความคิด ความจำ และความรู้” ดูเหมือนว่าจะเป็น “ศัตรูตัวฉกาจ” ที่ทำให้เราพลาด “การมีชีวิตที่แท้จริง” ..... มันเป็นไปได้อย่างไร? ..... ผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? ..... ตกลง ความรู้ ความจำ และความคิด เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่?

ความคิด ความจำ และ ความรู้ ถ้าดูให้ดีจะพบว่าคำ 3 คำนี้แท้จริงแล้วเกี่ยวเนื่องพันกันอยู่ อาทิเช่น ความรู้ อาจได้มาจากความคิด ความคิด บางส่วนก็มาจากความจำ หรือความจำก็นำมาจากความรู้ อะไรในทำนองนี้ เป็นต้น ครูบาอาจารย์ทางธรรมมักจะสอนให้เราระวังในเรื่องความคิด เรื่องการปรุงแต่ง เรื่องการสร้างเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในใจของเรา Osho และ กฤตษณะมูระติ เตือนอยู่เสมอให้ระวังเรื่องความคิด ให้ระวังเรื่องความรู้ ผมเองก็ได้แต่เถียงท่านว่าถ้าไม่มีความคิด ไม่มีความรู้ แล้วผมจะทำงานได้อย่างไร?

ผมลืมนึกไปว่า ความคิด ความจำ ความรู้ นี้แท้จริงก็คือ “เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่ง ผมจะลองสมมติว่าเป็นมันคือ “มีด” ก็แล้วกันเพื่อให้ทุกท่านมองเห็นภาพ จะเห็นได้ว่าในแต่ละวันของเรานั้น ไม่จำเป็นที่เราต้องใช้ “มีด” ตลอดเวลา เราจะใช้มันก็ต่อเมื่อเราต้องการจะหั่น หรือปอกอะไรบางอย่าง ตอนที่เราไม่ใช้ เราก็ควรจะ “วาง” มันลง คงจะไม่ถือหรือกำไว้ในมือตลอดเวลา เพราะถ้าไม่ระวังให้ดี "มีด" ที่กำอยู่นี้มีโอกาสที่จะ "บาด" มือเราได้ตลอดเวลา


ชีวิตเราก็เช่นกัน เวลาที่ทำงาน เรามีความจำเป็นต้องใช้ ความคิด ความจำ ความรู้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องใช้มันอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวที่เราไม่ใช้มัน เราก็ควรที่จะ “วาง” มันลง ไม่ใช่ไปหลงปล่อยให้มันเข้ามาพัวพันกับใจเราอยู่ตลอดเวลา Osho ได้พูดไว้ในหนังสือ “ปัญญาญาณ” หลายครั้งว่า อย่าปล่อยให้ความคิดเข้ามาเป็น “เจ้าชีวิต” เข้ามาครอบครองเรา อย่าลืมว่ามันไม่ใช่ “เจ้านาย” เรา มันเป็นเพียง “ผู้รับใช้” มันเป็นเพียง“เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่งในชีวิตเราเท่านั้น

ศิลปะการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยที่สามารถทำงานลุล่วงได้ผลสำเร็จ จึงเป็นศิลปะของการใช้ “มีด” เป็นความสามารถในการ “หยิบ” มันขึ้นมาใช้งาน และรู้ว่าเมื่อไรจะต้อง “วาง” มันลง

เราคงต้องหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งใดก็ตามที่ให้ “ประโยชน์” กับเรามากมาย สิ่งเดียวกันนั้นก็มักจะก่อให้เกิด “อันตราย” ที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

ขอเชิญทุกท่านแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวาง “มีด” ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าพูดง่าย แต่ทำได้ยากยิ่งจริงๆ ครับ

4 Comments:

At Wed Jul 27, 04:00:00 AM, Blogger polawat phetra said...

ผมชอบที่เปรียบเทียบกับ "มีด" ครับ
เพราะมีอีกนัยยะ ที่ผมชอบ
ความคิด ก็คือ "มีด" ที่ใช้แบ่งโลกนี้ออกเป็นส่วนๆ
อย่างความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ถือว่าเป็นมีดที่คมมากๆ
ตัดโลกนี้ออกเป็นส่วนๆ
สามารถหยิบชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกมาพิจารณาเป็นชิ้นๆได้

อันนี้เป็นประโยค จากหนังสือชือ "Zen and the art of motorcycle maintenance" ของ Robert M. Pirsig

We take a handful of sand from the endless landscape of awareness around us and call that handful of sand the world.
Once we have the handful of sand, the world of which we are conscious, a process of discrimination goes to work on it. This is the knife. We divide the sand into parts. This and that. Here and there. Black and white. Now and then.

 
At Sat Jul 30, 07:55:00 AM, Anonymous Mam said...

อาจารย์เปรียบเทียบได้ตรงใจดีค่ะ แต่ดิฉันว่ามันยาก
ตรงที่ การวาง นี่แหละ เพราะหลายคนถือมีดจนลืมวาง
แถมหันเข้าหาตัวเอง คอยทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวซะอีก

 
At Mon Aug 01, 09:16:00 PM, Blogger Khaosampraya said...

"ปัญญา" จะเกิดขึ้นได้จริงกับผู้ที่ตื่นรู้เท่านั้น
ความคิด ความจำ และความรู้ เป็นเหมือนเสบียงซึ่งแต่ละคนได้สะสมไว้แต่การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นต้องใช้แบบ"ผู้มีปัญญา" ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งกับตนเองและผู้อื่น แต่ใครสักกี่คนจะตื่นรู้และสามารถรวมพลังความคิด ความรู้และความจำ ออกมาเป็นปัญญาของตนเองได้ ส่วนมากก็ตกร่องอารมณ์ ความรู้สึกทำให้ประมวลความคิดออกมาตามความจำ และความคิดแบบตกร่อง ...ความรู้ที่ได้จึงไม่ตื่น และไม่เบิกบาน ตามแบบ"ปัญญา" ที่แท้จริง

 
At Wed Nov 18, 02:33:00 AM, Anonymous แปลภาษาฝรั่งเศส said...

ถูก ปัญญา" จะเกิดขึ้นได้จริงกับผู้ที่ตื่นรู้เท่านั้น ไม่มีมันมีที่ไหนหรอกเมื่อตอนหลับไปแล้วจะเิกิดปัญญา อิอิ ล้อเล่นๆๆๆ

 

Post a Comment

<< Home