Wednesday, July 27, 2005

ประโยชน์มากมาย แต่อันตรายมหันต์

ในครั้งที่แล้วที่ผมพูดเรื่องการใช้ “มีด” ซึ่งผมหมายถึงการรู้จักใช้ "ความรู้ ความจำ และความคิด" นั้น ผมได้ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “สิ่งใดก็ตามที่ให้ประโยชน์กับเรามากมาย สิ่งเดียวกันนั้นก็มักจะก่อให้เกิดอันตรายที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน” ผมอยากให้ท่านลองเหลียวมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วท่านจะพบว่าส่วนใหญ่จะเข้าข่ายนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีต่างๆที่สร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตของเรา หากมองอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นว่ามันเป็นพิษเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเราด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ โทรทัศน์ มือถือ หรืออินเตอร์เน็ต ก็ตาม

ในวันนี้ผมจะขอหยิบสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมันมีผลระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราค่อนข้างมาก ... ผมกำลังจะพูดถึงเรื่อง “เงิน” และเรื่อง “ภาษา” ครับ ... จะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่มีสองสิ่งนี้ ชีวิตและสังคมของเราคงจะไม่เป็นอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภาษาทำให้เราสื่อสารกันได้อย่างกว้างขวาง ภาษาเป็นสื่อในการแปลงความคิด ให้ออกมาเป็นคำพูด ให้ออกมาเป็นตัวอักษร หากไร้ซึ่ง “ภาษา” โลกของเราคงไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมากมายอย่างที่เป็นอยู่นี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ภาษา” ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นเราทำให้เข้าไม่ถึงสัจธรรม การที่เราติดอยู่กับตัวภาษา ทำให้เราไม่รู้ว่าสภาวะแห่งธรรมะที่แท้นั้นเป็นอย่างไร การตีความและภาษาทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมามากมาย ภาษาได้กลายเป็นสาเหตุใหญ่ที่สร้างความไม่เข้าใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

เรื่องที่สองที่ผมจะขอกล่าวถึง เป็นเรื่องของ “เงินตรา” เราจะพบว่าในระบบเศรษฐกิจนั้นมนุษย์ได้ใช้ “เงินตรา” เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสิ่งของและแรงงานระหว่างกัน เงินตรากลายเป็น “เครื่องมือ” ทางเศรษฐกิจที่สำคัญและทรงพลังยิ่ง ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของเงินตรา ก็คือ เป็นสิ่งที่สามารถสะสมได้ คุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์เป็นอย่างดี เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการที่จะเก็บสะสม ... เป็นการสะสมทั้งเพื่อตนเอง และสมสมไว้ให้กับคนที่ตนรัก แรกเริ่มเดิมทีสมัยที่ไม่มีระบบการเงินการธนาคาร ก็อาจจะเป็นการสะสมสิ่งที่ต้องมีไว้กินต้องมีไว้ใช้ ในสมัยโบราณอาจเป็นการสะสมสิ่งที่ตัวเองไปล่ามาได้ หรือเป็นสิ่งที่ปลูกและเก็บเกี่ยวได้ เพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในโอกาสหน้า มีการคิดเทคโนโลยีหรือใช้วิธีการต่างๆ ตัวอย่างเช่น รู้จักเอามาตากทำให้แห้ง เพื่อจะได้เก็บของนั้นไว้ได้นานๆ แต่ครั้นเมื่อมีผู้คิดค้นระบบเงินตราขึ้นมาใช้ การสะสมของมนุษย์ก็ยิ่งสะดวกง่ายดายกว่าเดิมมาก

เงินตรา ที่แรกริ่มเดิมทีคิดไว้ว่าจะใช้เป็นเครื่องมือ หรือเป็นสื่อสำหรับใช้แลกเปลี่ยน เพื่อทำให้การดำรงชีวิตง่ายสะดวกสบายขึ้น ในที่สุดได้กลับกลายมาเป็น “เป้าหมาย” ชีวิตของคนหลายๆ คน มีคนเป็นจำนวนมากที่ได้หันไปยึด “เงินตรา” เป็นสรณะ มองเงินตราว่าเป็นเป้าหมายของชีวิต โดยลืมคิดว่าระบบ “เงินตรา” นี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงสิ่งที่เรา “สมมติ” ขึ้นมา เราคือผู้ที่ร่วมกันให้ “ค่า” กับมัน มูลค่าเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนแปรผันได้ตลอดเวลา เราอาจจะเคยฟังผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านชีวิตในช่วงคับขัน เช่นผ่านช่วงสงครามมา พวกเขามักจะเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเวลานั้น เงินตราอาจลดค่าลงไปเรื่อยๆจนเกือบไม่มีค่าเลย เปรียบได้กับผู้ที่อดน้ำอยู่กลางทะเลทราย หากให้เลือกระหว่างน้ำหนึ่งขวดกับเงินหนึ่งแสนบาท หลายคนคงจะเลือกน้ำหนึ่งขวด (หรือเปล่า?) สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการซื้อขายหลักทรัพย์ และเคยมีประสบการณ์ผ่านช่วงวิกฤตทางการเงิน ก็อาจจะเคยเผชิญกับภาวะที่มูลค่าหุ้นที่ตนถืออยู่นั้นอันตรธานหายไป จนเกือบเป็นศูนย์มาแล้ว นี่คือผลของสิ่งที่เรา “สมมติ” กันขึ้นมา

ความเข้าใจเรื่องเงิน และภาษา ในระดับที่ก้าวข้ามความเป็น “สมมติบัญญัติ” จะทำให้เรามองเห็นชีวิตนี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ...... ผมเองต้องยอมรับว่ายังเป็นคนหนึ่งที่ติดอยู่กับ “ความยั่วยวนของเงินตรา” และยังคงตก “กับดักของภาษา” อยู่บ่อยๆ ... พยายามอย่างยิ่งครับ ที่จะก้าวข้ามความเป็น “สมมติบัญญัติ” นี้ให้ได้ ... ท่านล่ะ...เป็นอย่างไรบ้าง? มีข้อแนะนำอะไรดีๆ รบกวนแบ่งปันให้ทุกท่านได้นำไปทดลองใช้ในชีวิตบ้าง ... ขอบคุณล่วงหน้าครับ

2 Comments:

At Fri Jul 29, 09:32:00 PM, Anonymous แนน said...

จิตสำนึก กำหนดค่า เมื่อมีตัวเรา การมีของเราก็ตามมาค่ะ มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการติดยึดในสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ถ่ายทอดมาเหมือนกันสามารถทำให้คนหลายคนรับรู้มีอารมณ์ต่างกัน หรือจำนวนเงินตราเท่ากันแต่มูลค่าทางความรู้สึกของแต่ละคนต่างกันค่ะ

 
At Sat Jul 30, 08:07:00 PM, Anonymous Anonymous said...

ถ้าคุณสนใจอ่านหนังสือแนวเดียวกันกับ Osho อยากแนะนำให้อ่าน"พลังแห่งจิตปัจจุบัน" ประพันธ์โดย Eckhart Tolle

 

Post a Comment

<< Home