Monday, August 29, 2005

“พละ 5” ที่มาของพลังองค์กร


วันนี้ผมได้เข้าร่วมกิจกรรม “วันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เล่าสู่กันฟัง" (Knowledge Sharing Day) ครั้งที่ 3 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้ผมเกิด “ปิ๊งแว้บ” ขึ้นมาว่า การจัดการความรู้หรือ KM จริงๆแล้วก็คือตัวเชื่อมระหว่าง Srategy กับ Competency นั่นเอง เพื่อให้เห็นภาพ ผมได้ชูมือขึ้น 3 นิ้ว นิ้วกลางแทน KM นิ้วชี้แทน Strategy และนิ้วนางแทน Competency เวลาพูดถึง Strategy เรากำลังมองด้วยสายตาของ Strategist เรากำลังพูดเรื่อง Strategic Management เรามียุทธศาสตร์บางอย่างที่จะต้องดำเนินการ แต่คำถามก็คือ เรามีขีดความสามารถที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งก็หมายถึง Competency ที่จำเป็นต้องมีนั่นเอง และนี่คือประเด็นที่ผมพูดว่า KM จะเป็นตัวเชื่อมระหว่าง Competency กับ Strategy เวลาพูดเรื่อง Competency อาจจะเป็นการมองจากสายตาด้าน HR เป็นหลัก

และเพื่อจะให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมขอเติมอีก 2 นิ้วที่เหลือ ดังนี้: นิ้วหัวแม่มือเปรียบได้กับวิสัยทัศน์ พันธกิจ ขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อนการกำหนด Strategy ส่วนนิ้วก้อยนั้นคือสิ่งที่ต่อเนื่องมาจาก Competency ซึ่งก็คือ Performance หรือสมรรถนะนั่นเอง ผมตั้งชื่อหลักการนี้ว่า “พละ 5” เพื่อให้เห็นว่าทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เกี่ยวพันกัน และเป็นที่มาของ "พลังองค์กร" ครับ

Sunday, August 28, 2005

ประชาสัมพันธ์สำหรับท่านที่สนใจ

ad-nation-EDU

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ "ชีพจรลงเท้า" ครับ หลังจากที่กลับมาจากเมืองกาญจน์ ก็ไปขอนแก่น กลับจากขอนแก่นก็ไปพิษณุโลกครับ ไม่ได้เขียน blog มาหลายวัน วันนี้จึงเอางานที่ Nation จะจัดในเดือนตุลาคมมาลงไว้เผื่อจะมีคนสนใจ


สำหรับผู้ที่ชอบละครเวที อย่าลืมไปดู The Lucianos ของคณะนิเทศฯ จุฬาฯ นะครับ ผมไปดูมาเมื่อบ่ายวันนี้ สนุกดีครับ ฝีมือไม่แพ้พวกมืออาชีพเลย เป็นความสามารถของนักศึกษาที่น่าชื่นชมมากครับ ตอนนี้การแสดงเหลืออีกแค่เพียง 3 วัน (วันศุกร์ เสาร์-อาทิตย์)วันที่ 2-4 ก.ย. นี้ สนใจให้โทรไปที่ 01-455-6406, 04-766-3304 วันนี้ผมเอารูปพระเอกมาให้ดูเต็มตาอีกครั้งครับ


Pete2

Sunday, August 21, 2005

"เต้าเต๋อซิ่นซี" วิถีสู่สุขภาวะ (1)


ในคราวที่แล้วผมได้พูดถึงหลักชีวิตที่เรียกว่า L-I-F-E ไว้ และยังได้สารภาพอีกด้วยว่า ที่ผมยังทำไม่ค่อยจะได้ ก็เพราะยัง “อ่อน” ในเรื่องการฝึกสติอยู่ สมัยที่ไปเข้าคอร์สฝึกิวิปัสสนามาใหม่ๆ ก็มี “ไฟแรง” ฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิเดินจงกรม หรือกำหนดอริยาบทก็ตาม แต่ปัญหาก็คือทำอย่าง “ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ” ยังไม่ได้ก่อตัวขึ้นมาเป็น Habit ในที่สุดก็เลิกราไป พอคิดได้ก็กลับมาทำใหม่ ทำได้ไม่นานก็เลิกราไปอีก เป็นอยู่อย่างนี้มาหลายปีแล้ว...

เมื่อช่วงหยุดวันเฉลิมฯ 12-14 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมฝึกรำมวยจีนซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์ฝึกปฏิบัติเทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซีสากล ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการใช้วันหยุดสามวันที่คุ้มค่ามากทีเดียวครับ เพราะนอกจากว่าจะได้ฝึกการรำมวยจีนแล้ว ยังได้เรียนรู้หลักเต๋าของท่านปรมาจารย์ เล่าจื้อ (Lao Tsu) ที่ผมสนใจอีกด้วย ที่ผมตัดสินใจใช้วันหยุดสามวันไปอยู่ที่นี่ ก็เพราะเริ่มติดใจในท่ากายบริหารของเต้าเต๋อซิ่นซี (ซึ่งมีสามท่าด้วยกัน) ที่เพื่อนมาสอนไว้และผมก็ลองฝึกต่อโดยทำตามในวิดีโอ ผมรู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่นอกจากจะได้ส่วนของร่างกายแล้ว ยังเป็นการฝึกสติไปในตัวด้วย เป็นการฝึกตามดูการเคลื่อนไหวของกาย และฝึกตามความรู้สึกไปด้วยพร้อมๆกัน

ในสามวันนี้เป็นสามวันที่ค่อนข้าง ผ่อนคลาย (Relax) กิจวัตรประจำวันก็คือ 1. ฝึกกายบริหาร 2. ฝึกรำมวย 3. นั่งสมาธิ 4. ฟังเรื่องเล่า (storytelling) จากผู้ที่มีประสบการณ์ (เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต) 5. มีการฝึกกิจกรรมเข้าจังหวะ 6. ใช้เสียงดนตรีสร้างดุลยภาพของร่างกาย และ 7. ฟังการบรรยายคำสอนที่อยู่ใน คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง”

สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจก็คือ “เต๋า” เป็นเรื่องของการ “เข้าถึง” เป็นการเข้าถึงในระดับที่ลึกซึ้งจนตัวเราหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ในคัมภีร์มองว่าชีวิตนี้ก็คือ “จุลจักรวาล” มองเห็นว่าเป็นจักรวาลเล็กๆจักรวาลหนึ่ง ส่วนธรรมชาติ อวกาศ หรือจักรวาลตามที่เราเข้าใจกันนั้น ก็ใช้แทนด้วยคำว่า “มหาจักรวาล” การที่เราจะเข้าถึงเต๋าได้นั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานหรือเป็น Prerequisite ก็คือ เราจะต้องมี “เต๋อ” ซึ่งก็คือ “คุณธรรม” นั่นเอง ส่วนคำว่า “ซิ่นซี” นี้แปลว่า “การสื่อสาร” เป็นการสื่อสารเพื่อเชื่อมต่อจุลจักรวาล (ชีวิตของเรา) เข้ากับมหาจักรวาล (สรรพสิ่ง) จนกระทั่งเกิดสภาวะที่ “ฟ้าคนเป็นหนึ่งเดียว”

. . . ที่ผมกล่าวมานี้เป็นการตีความ ตามความเข้าใจของผม จากที่ได้ฟังการบรรยายในช่วงสามวันนั้น หากมีข้อผิดพลาดประการใด รบกวนผู้รู้ช่วยแก้ไขโดยเขียนไว้ใน comment ด้วยนะครับ ผมเองรู้ดีว่ายังต้องศึกษาเพิ่มเติมจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิงให้ลึกซึ้งต่อไป หากท่านใดต้องการจะสัมผัสกับเทคนิคนี้ด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ ขอเชิญไปร่วมฝึกรำมวยเต้าซิ่นได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่สวนจตุจักรตั้งแต่เวลา 6.30-8.00 น. เข้าตรงประตู 2 ตรงใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์รถไฟ บริเวณสนามที่มีนาฬิกาอยู่ตรงสวนดอกไม้ ให้สังเกตกลุ่มที่ใส่เสื้อขาวกางเกงวอร์มสีน้ำเงิน รับรองไม่ผิดที่แน่ครับ ใน website ของกรมสุขภาพจิต ก็มีพูดเรื่องนี้ไว้บ้าง ลองคลิ๊กดูได้ ที่นี่ ครับ

ชุมชนคนรักสุขภาพ "เต้าเต๋อซิ่นซี" ที่สวนจตุจักร
Jatuchak3

ขณะกำลังออกกายบริหารท่าที่ 1
Jatuchak1


Tuesday, August 16, 2005

"LIFE" วิถีเพื่อชีวีที่เป็นสุข


ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องการสร้างสุขภาวะให้กับชีวิตที่ครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจ ผมได้ตั้ง “หลักคิด” สำหรับใช้ดูแลชีวิตไว้ 4 ประการด้วยกัน ถ้าเอาตัวย่อภาษาอังกฤษของแต่ละหลักการมาเรียงกันก็จะอ่านได้ว่า “L-I-F-E” ซึ่งผมจะขออธิบายจากตัวอักษรที่อยู่ท้ายสุดก่อน แล้วไล่ขึ้นมาจนถึงอักษรตัวแรก ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าตามความรู้สึกของผมแล้ว จะได้เป็นการพูดถึงสิ่งที่น่าจะทำได้ง่ายที่สุดและค่อยๆเดินไปสู่สิ่งที่ทำได้ยากขึ้นตามลำดับ

ตัวอักษร E คือ Exercise ซึ่งก็คือการออกกำลังกาย ผมเองได้ทดลองออกกำลังกายมาหลายชนิด ตั้งแต่ที่ต้องใช้แรงและต้องเสียเหงื่อเยอะๆ เช่น เทนนิส มาจนถึงการออกกำลังกายที่เบาลงเรื่อยๆ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือการเดินเร็ว ถึงแม้เรื่องการออกกำลังกายจะดูว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายหากเทียบกับอีกสามหลักการที่เหลือ แต่สิ่งที่ผมเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ก็คือเรื่อง “ความสม่ำเสมอ” ซึ่งตัวผมเองก็ยังออกกำลังกายได้ไม่สม่ำเสมอเท่าใดนัก

ตัวอักษร F คือ Food ผมหมายถึงเรื่องอาหารการกิน ทุกท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “We are what we eat” ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรนั้นก็ดูได้จากสิ่งที่เรากินเข้าไป ถ้าเรากินแต่พวกไขมัน วันหนึ่งเราก็คงจะต้องตายด้วยคลอเรสโตรอลอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีวินัยในเรื่องการกิน ต้องไม่ตามใจปาก รู้จักเลือกกินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยากครับ ผมเองแค่ตั้งใจจะลดกาแฟจาก 2-3 แก้วให้เหลือดื่มเพียงวันละแก้วก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ผมจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าเรื่องการออกกำลังกาย


ตัวอักษร I หมายถึง Interest ในที่นี้แปลว่า “น่าสนใจ” นะครับ ไม่ได้แปลว่า “ดอกเบี้ย” ประเด็นก็คือเราจะต้องทำให้เรื่องทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราเป็นเรื่องที่ “น่าสนใจ” ตัวอย่างเช่น พบใครก็ตามต้องมีความรู้สึกว่าคนๆนี้เป็นบุคคลที่น่าสนใจ หรือหากจะต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ต้องสร้างความ “น่าสนใจ” ให้เกิดขึ้นในใจให้ได้ก่อน และไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะต้องมองเรื่องที่กำลังจะทำนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง พูดง่ายๆก็คือจะต้องสร้าง “ฉันทะ” ให้เกิดขึ้นภายในใจก่อน

ตัวอักษร L มาจากคำว่า Let go ซึ่งหมายถึง “การปล่อยวาง” ตัวสุดท้ายนี้นอกจากจะพูดง่ายแต่ทำได้ยากแล้ว บางทีอาจจะถูก “ตีความ” ไปในทางที่ผิดอีกด้วย เช่น คิดว่าการปล่อยวางก็คือการปล่อยทิ้ง เป็นการปล่อยแบบละเลย แบบไม่สนใจไยดี ซึ่งต้องถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะนั่นอาจจะเข้าข่าย “ประมาท” โดยไม่รู้ตัว ผู้ที่สามารถปล่อยวางได้ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ (เช่นในเรื่องอุเบกขา) จะต้องเป็นผู้ที่ ตื่นรู้อยู่ในทุกขณะ คือมีความเป็น “พุทธะ” อย่างเต็มที่ จึงจะสามารถทำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระลึกรู้ อยู่ตลอดเวลา เป็นต้นว่า เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน มีชีวิตอยู่กับ “ความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา หรือตถาตา)”

. . . เป็นอย่างไรบ้างครับ หลัก “LIFE” ที่ผมกล่าวมานี้ ผมเองถึงแม้จะตั้งหลักนี้ไว้ใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาวะให้กับตนเองมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วก็ตาม แต่ต้องขอสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่ายังทำได้อย่างลุ่มๆดอนๆ แม้แต่เรื่องที่จัดไว้ว่าง่าย เช่น เรื่องการออกกำลังกายหรือการกินอาหาร ผมเองก็ยังทำได้ไม่ดีนัก สำหรับเรื่องที่ยากขึ้นมา เช่น เรื่องการมองทุกสิ่งให้น่าสนใจหรือเรื่องการใช้ปัญญาเพื่อให้สามารถปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้นั้นก็แทบจะไม่ต้องพูดถึงเลย ผมรู้ตัวดีว่ายังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่เพียงแค่ “ระดับอนุบาล” เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกมีความหวังอย่างยิ่งก็คือผมรู้แล้วล่ะครับว่าที่ผมไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรก็เป็นเพราะว่าผมยังอ่อนในเรื่องการฝึกทักษะเพื่อให้มีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง


Monday, August 08, 2005

บทสัมภาษณ์ "ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา"

เพื่อนคนหนึ่งของผมที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลากว่า 25 ปี ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ "ปัญญาญาณ" ทำให้ทราบว่าผมกำลังสนใจเรื่องนี้อยู่ จึงได้ส่งบทสัมภาษณ์ "ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" ที่ลงไว้ในกรุงเทพธุรกิจ-เสาร์สวัสดี ฉบับที่ 306 วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2548 มาให้ทาง e-mail ผมขอตัดมาบางส่วนดังนี้ ...

"... ท่านเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า เป็นผู้คิดค้นระบบลงจอดบนดาวอังคาร คงไม่มีใครมองผ่านไปเฉยๆ ถึงแม้ว่าในทัศนะของผู้เป็นเจ้าของเรื่อง ผลงานชิ้นนี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ แห่งบททดสอบพลังการหยั่งรู้ของมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น...

อยากให้อาจารย์ช่วยเล่าถึงเรื่องราวที่ปรากฏในโฆษณาชิ้นนี้ค่ะ
มีบริษัทโฆษณาเขามาติดต่อผม เขาเพียงแต่บอกว่าเขาต้องการยกย่องคนดีในสังคม ผมก็บอกว่าการที่จะยกย่องคนดีนั้นก็เป็นสิทธิของทุกคนอยู่แล้วไม่ต้องมาขออนุญาตอะไร ผมเพียงแต่บอกว่าขออย่างเดียวอย่าให้เกี่ยวข้องกับการโฆษณาสินค้าอะไรต่างๆ ก็ได้บอกเขาไว้อย่างนั้น เขาก็สัญญาว่าในช่วงของผมจะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ แต่เสร็จแล้วเขาก็ไปเสริมเติมตอนท้าย ก็เลยเป็นการทำให้คนเข้าใจว่าผมมาโฆษณาเหล้า ซึ่งผมก็ไม่พอใจเหมือนกัน ก็เรียกเขามาคุย เขาก็รับปากว่าจะเพิ่มเติมส่วนที่แบ่งระหว่างเรื่องของผมและสินค้าที่เขาโฆษณา จริงๆ แล้วผมไม่ได้สักบาทหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการโฆษณาอะไร

แล้วในส่วนของผลงานการคิดค้นล่ะคะ มีที่มาที่ไปอย่างไร
ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอสอนไปได้สัก 2 ปี รู้สึกว่าวิทยาการมันก้าวล้ำไปแล้ว ความรู้ ประสบการณ์ของเรามันล้าสมัย ผมก็เดินทางไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วไปที่สหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะได้ไปหาข้อมูลเรียนรู้อะไรต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อกลับมาสอนนิสิตนักศึกษาในประเทศไทย ผมก็ลาราชการไป บังเอิญเขาประกาศเกี่ยวกับยานอวกาศขององค์การนาซาที่จะไปสำรวจดาวอังคาร ก็พยายามสมัครเข้าไป คือเสนอโครงการเข้าไป ตอนแรกๆ เขาก็จะไม่รับคนต่างชาติ เพราะว่าเป็นความลับทางเทคโนโลยี แต่ผมก็เห็นว่ามันมีช่องโหว่ในกฎหมายที่เขาจะรับคนต่างชาติได้ โดยเฉพาะกรณีที่เขาขาดแคลนคนที่มีความรู้ทางด้านนั้นผมก็เลยดูว่ามีอะไรที่ทางอเมริกาเขาขาด ทำไม่สำเร็จ ผมดูแล้วก็มีอยู่อย่างเดียว คือช่วงนั้นปี พ.ศ.1971 อเมริกาและรัสเซียก็พยายามส่งยานอวกาศไปลงที่ดาวเคราะห์ โดยเฉพาะดาวอังคาร ดาวพุธ กับดาวศุกร์ แต่ปรากฏว่าล้มเหลวทุกครั้ง พอเขาส่งไปถึงมันจะตกลงไป มันจะกระแทกพื้นดิน พังใช้การไม่ได้ เพราะว่ามันอยู่ห่างไกลจากโลก ไม่สามารถควบคุมการร่อนลงได้จากโลกของเรา ฉะนั้นต้องเป็นระบบที่มันควบคุมตัวเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งอันนี้ทางอเมริกายังไม่ประสบผลสำเร็จ ผมก็เลยเสนอโครงการเข้าไปว่าผมจะช่วยสร้างชิ้นส่วนอันหนึ่งที่จะบังคับยานอวกาศให้ร่อนลงโดยอัตโนมัติลงสู่พื้นดินของดาวอังคารอย่างปลอดภัยตรงนี้เองที่ทำให้เขาสนใจและทำให้ผมเข้าไปร่วมในโครงการยานอวกาศได้ โดยเริ่มไปทำงาน ไม่ใช่กับองค์การนาซาโดยตรง เพราะนาซาเขาจะไม่สร้างอะไรเอง เขาจะให้บริษัทต่างๆ เป็นผู้ผลิต ฉะนั้นผมก็ต้องไปทำงานกับบริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ในโครงการอันนี้ที่ผมเสนอไป ตอนแรกทางสหรัฐอเมริกาเขาเช็คประวัติของผมก่อนว่าผมมีแนวโน้มเอียงไปทางซ้ายหรือเปล่า เขาระมัดระวังมาก เขาจะส่งคนไปสืบดูในทุกๆ แห่งที่ผมเคยอาศัยอยู่ รวมถึงที่ปารีสซึ่งเคยอยู่ 2 ปี ปรากฏว่าผ่านทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร เขาเลยให้ทำงาน ทำวิจัยไปประมาณ 1 ปี สร้างต้นแบบมาหลายต้นแบบ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ใช้การไม่ได้แต่หลังจาก 1 ปี ผมก็คิดขึ้นมาว่าวิธีการหาความรู้แบบตะวันตก มันใช้ไม่ได้ เพราะเราต้องอาศัยข้อมูลของคนอื่น เราต้องทำวิจัย เราต้องมาเปลี่ยนแปลงวิเคราะห์ ผมคิดว่าใช้วิธีของทางตะวันออกดีกว่าก็คือไปนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา ผมก็ปีนขึ้นไปอยู่บนภูเขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย ใกล้ๆ เมืองลอสแองเจลิส และนั่งสมาธิอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งจิตนิ่ง สงบ ปัญญามันก็เกิด ผมอยู่ 4 คืน 5 วัน วันที่ 5 กำลังนั่งอยู่เฉยๆ สงบนิ่ง ไม่คิดถึงโครงการยานอวกาศเลย อยู่ๆ มันก็แวบเข้ามา แล้วเราก็ได้คำตอบ เราก็ อ๋อ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว แค่นี้ คือในการฝึกสมาธิจนปัญญาเกิด โดยที่เราไม่ต้องคิด มันจะไม่ผ่านระบบความคิดอะไรเมื่อไม่ได้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิดคำนวณ

แล้วนำไปสร้างได้อย่างไรคะ
ผมสร้างต้นแบบให้เขา และเขาก็ทดสอบ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สมมติตอนที่ร่อนลง ปรากฏว่ามันค่อยๆ ร่อนลงและไปแตะพื้นดินของดาวอังคารอย่างปลอดภัย เขาก็ดีอกดีใจก็เลยให้ผมสร้างให้เขา 3 ชุด ไปไว้ในยานไวกิ้ง 1 ไวกิ้ง 2 และยานไวกิ้ง 3 สามลำด้วยกัน เขาส่งขึ้นไป 2 ลำ เดินทางไปใช้เวลา 11 เดือน พอไปถึงดาวอังคารก็สำรวจว่าจะลงตรงไหน แล้วก็ส่งสัญญาณไปกระตุ้นเครื่องที่ผมสร้างไว้ และมันค่อยๆ ควบคุมยานอวกาศให้ร่อนลงไปโดยอัตโนมัติสู่พื้นดินของดาวอังคาร ประสบความสำเร็จ ยานทั้ง 2 ลำแตะพื้นเบาๆ ไม่มีปัญหาอะไร และสามารถส่งข้อมูลกลับมาที่โลกของเราเป็นเวลาเกือบ 7 ปีถือเป็นครั้งแรก? ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมียานอวกาศลำไหนลงไปบนพื้นดินของดาวเคราะห์ได้สำเร็จ แต่ตอนนั้นได้ลงไปที่ดวงจันทร์แล้ว แต่ดาวเคราะห์ยังไม่เคย

อาจารย์สนใจเรื่องสมาธิมาตั้งแต่ก่อนจะไปทำงานตรงนั้นหรือเปล่า
ผมเริ่มฝึกปฏิบัติตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนนั้นศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำ แล้วก็ฝึกมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ทำไมถึงได้สนใจเรื่องสมาธิเหตุที่เป็นแรงจูงใจก็เพราะว่าช่วงนั้นผมเป็นเด็กเกเรพอสมควร ชอบชก ชอบต่อย ชอบอาละวาด เป็นคนที่อารมณ์รุนแรง แล้วมันเกิดเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะมหัศจรรย์กับตัวเอง คือนอนอยู่ในห้องนอนรวม เป็นหอพักของนักเรียน อยู่กัน 50 คน อยู่ๆ วันหนึ่งก็ตกใจตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเหมือนกับมีเสียงคุยกับผมอยู่ เสียงนั้นแค่เรียกชื่อผม 3 ครั้ง อาจอง อาจอง อาจอง ทำไมถึงทำอย่างนี้ ตั้งคำถามไว้ให้กับผมผมก็มานั่งคิด ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าเป็นผีมาหลอก ก็ไม่สนใจ นอนหลับไป พร้อมกับเสียงนั้นมันจะมีแสงสว่างอยู่รอบๆ บริเวณนั้นด้วย ผมมองซ้าย มองขวา ดูเพื่อน ทุกคนก็นอนหลับไม่มีใครได้ยินอะไร และมันก็เกิดขึ้นสามคืนติดต่อกัน คืนที่สามก็เลยต้องมานั่งคิดใหญ่เลยว่า เอ..มันเรื่องอะไร คิดไปคิดมาอาจเป็นการเตือนตัวเราเองว่า สิ่งที่เราทำมันไม่ถูกต้อง ก็เลยหาทางออก พยายามคิดว่าเราจะปรับปรุงตัวอย่างไรตอนแรกไม่รู้จะไปปรึกษาหารือกับใคร เลยไปปรึกษากับนักบวชในศาสนาคริสต์ ท่านก็บอกว่าให้ไปสวดมนต์ภาวนา เข้าโบสถ์ด้วยกัน ผมก็เข้าไป แต่แล้วท่านก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับผม ท่านบอกว่าต้องไปศึกษาพระคัมภีร์ต่อ ผมก็ไปศึกษาพระคัมภีร์ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ท่านบอกว่าเมื่อสวดมนต์จะต้องมาพร้อมกัน เปร่งเสียงดังพร้อมกัน เข้ามาอยู่ในโบสถ์พร้อมกัน ผมเถียงท่าน บอกว่าไม่จำเป็น เราสวดมนต์ในมุมเงียบๆ ในห้องของเราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปสวดในโบสถ์ อันนี้ท่านโกรธมากเลย ไล่ผมออกจากห้อง ผมก็เสียใจมากก็พยายามคิดว่าจะทำยังไง เลยไปเข้าห้องสมุด แล้วบอกตัวเองว่าเราเกิดมาเป็นชาวพุทธ น่าจะมีอะไรดีๆ ทางพุทธศาสนา ก็เลยไปค้นหนังสือเจอบทความเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ พออ่านแล้วมันประทับใจมาก ก็เลยเริ่มฝึกตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา พอฝึกไปได้เดือนหนึ่งมันรู้สึกสงบ สบาย อารมณ์โกรธ โมโห อะไรก็ค่อยๆ หายไป เลยฝึกต่อ พอฝึกไปได้ปีหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเรียนหนังสือไม่ค่อยได้ดี ปรากฏว่าความจำดีขึ้น การเรียนดีขึ้น พอสอบปีถัดมาก็สอบได้ที่ 1 ของทุกวิชา จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยน เป็นคนใจเย็น ความรู้เกิดขึ้นบางครั้งเราเรียนหนังสือก็ไม่ต้องเรียนหนัก ความจำดีขึ้น ได้รับรางวัลจากประเทศอังกฤษเยอะแยะไปหมด ได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษด้วย ทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านศาสนา นี่คือการทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่างพร้อมกันแต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน?ผมมองดูตัวเองย้อนหลังกลับไป จริงๆ วิทยาศาสตร์กับศาสนาไม่แตกต่างกัน ทั้งสองอย่างพยายามแสวงหาความจริง แต่วิทยาศาสตร์มุ่งไปในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา แต่ศาสนามุ่งเข้าไปในตัวเรา ฉะนั้นอันหนึ่งเป็นเรื่องภายใน อีกอันเป็นเรื่องภายนอก สองอย่างมาประกอบกันก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบแล้วผมก็วิเคราะห์ดูตั้งแต่ตอนนั้นว่า ผมจะไม่หากินกับเรื่องของจิตใจ เรื่องของการฝึกสมาธิ ตรงนั้นจะทำอะไรก็เป็นการบริการช่วยเหลือคนอื่น ถ้าเผื่อไปหากินก็คิดว่าใช้วิทยาศาสตร์ ผมก็เลยเลือกเรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อใช้เป็นอาชีพในแวดวงของคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์

อาจารย์คิดว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นมั้ยคะ
คือผมเข้าใจเขา แนวความคิดของเขาเป็นอย่างไร ขั้นตอนของการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ทีนี้ผมพยายามดึงเขาเข้ามาให้เข้าใจด้วยว่าเรามีญาณวิเศษอยู่ในตัวของเราทุกคน เพราะถ้าเกิดเราย้อนหลังกลับไปดูในประวัติศาสตร์อย่าง เซอร์ไอแซค นิวตัน ซึ่งก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก ตั้งแต่เล็กๆ เขาชอบนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิลตามลำพัง โดยที่เขาไม่คิดอะไร และเขาทำอย่างนี้เป็นประจำพอโตขึ้นมาเขาคิดถึงดาวหางแฮรี่ว่ามันจะกลับมาเยี่ยมโลกทุกๆ กี่ปี การหาคำตอบของเขาไม่ได้จากการทดลอง ไม่ได้จากการคำนวณ เขาไปนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิล พอมันตกลงมาตอนนั้นเองมันก็แวบเข้ามา แล้วเขาก็ได้รับคำตอบ ซึ่งนอกจากจะตอบว่า นอกจากดาวหางแฮรี่จะมาทุก 76 ปี ซึ่งก็ถูกต้อง เขายังได้กฎเกณฑ์ของฮิวตันซึ่งเป็นพื้นฐานของฟิสิกส์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ไอน์สไตน์ก็เหมือนกัน เขาก็บอกว่า เขาได้อะไรต่ออะไรจากการตอนที่เขาสงบนิ่ง แล้วเขาพูดออกมาชัดเจนเลยว่าการหยั่งรู้ด้วยตนเองไม่ได้มาจากการศึกษา ไม่ได้มาจากความพยายาม แต่มันมาจากใจโดยตรง ถ้าเราเข้าถึงใจของเราได้ สมาธิก็จะเกิด ความรู้เกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้น

อธิบายสิ่งที่เรียกว่าการหยั่งรู้นี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไรคะ
พอเราฝึกสมาธิ ความรู้สึกของเรามันจะขยายตัวออกไปกว้างใหญ่ พอเป็นอย่างนี้เท่ากับว่ามันขยายไปที่ไหนเราก็รู้ตรงนั้น ถ้าเราอยากจะรู้ว่าข้างหนึ่งของโลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้น เรานั่งสมาธิขยายความรู้สึกของเราออกไป มันเป็นจิตใจที่เราขยายออกไปได้ แล้วจะรู้เรื่องอะไรก็ได้ ฉะนั้นจิตเหนือสำนึกก็คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ที่อยู่ในตัวเรา มันไม่มีขอบเขต จิตเหนือสำนึกมันกว้างออกไป และทำให้เราสามารถรู้เรื่องอะไรก็ได้ เกี่ยวข้องกับอะไรก็ได้

ถ้าอย่างนั้นจะเรียกว่าอาจารย์เป็นผู้หยั่งรู้ได้มั้ยคะ
ผมถือว่าทุกคนสามารถที่จะหยั่งรู้ได้ บางทีพวกเราสังเกตกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนั้นก็เป็นการหยั่งรู้ บางทีเรามีปัญหาเยอะแยะ เราคิดอะไรไม่ออก เรานอนหลับไป และช่วงที่เราตื่น อ๋อ! รู้แล้ว คำตอบมันมา เพราะระหว่างที่เรานอนหลับกับตอนที่เราตื่นตอนนั้นจิตใจเราสงบ เรายังไม่ฟุ้งซ่าน เรายังไม่คิดอะไรมาก พอจิตใจสงบในช่วงนั้นการหยั่งรู้ด้วยตนเองก็จะเกิดขึ้นสภาวะจิตใจที่สงบนิ่ง ทางพุทธเราก็เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเรามีศีล มีสมาธิเกิดขึ้น จิตใจมันสงบ ปัญญามันก็เกิด ..."

...ที่คัดลอกมานี้เป็นเพียงบางส่วนของการสัมภาษณ์ ที่เรียบเรียงโดย คุณชุติมา ซุ้นเจริญ หากมีผู้สนใจผมจะนำส่วนที่เหลือมาลงให้อ่านในโอกาศต่อไปครับ

Friday, August 05, 2005

สุขใจ ในสิ่งที่มี

เช้าวันนี้ ตอนที่ผมไปบรรยายเรื่องการจัดการความรู้ ในการประชุมวิชาการกรมการแพทย์ ประจำปี 2548 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลราชวิถีนั้น ห้องที่ใช้บรรยายเป็นห้องที่ค่อนข้างใหญ่ กะด้วยสายตาคิดว่าคงจะเตรียมเก้าอี้ไว้ไม่ต่ำกว่า 500 ตัว ตอนที่เริ่มต้นการบรรยายผมประมาณ (ด้วยสายตาอีกเช่นกัน) ว่าน่าจะมีคนนั่งอยู่สัก 200 คน (คือมีนั่งอยู่ไม่ถึงครึ่ง . . . ได้ทราบในภายหลังว่าการประชุมครั้งนี้มีการสัมมนาหลายห้องทำคู่ขนานกันไป แต่ที่ต้องเตรียมเก้าอี้ในห้องนี้ไว้จำนวนมาก ก็เพราะว่าช่วงบ่ายนี้ทุกห้องจะยุบมารวมกันอยู่ที่ห้องนี้เพียงห้องเดียว)

ผมเริ่มบรรยายโดยกล่าวถึง ธรรมชาติของจิตมนุษย์ ว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลก แทนที่ผมจะมองไปแล้วเห็นผู้ที่นั่งกันอยู่หน้าสลอน ดันกลับมองเห็นแต่เก้าอี้ที่ว่างไม่มีคนนั่งเต็มไปหมด มันเป็นภาพที่ทำให้จิตใจหดหู่ ... อุทาหรณ์สอนใจในเรื่องนี้ก็คือ “คนเราแทนที่จะมีความสุข แทนที่จะ Appreciate ในสิ่งที่ตนมีอยู่ กลับรู้สึกหดหู่ รู้สึกกระวนกระวายใจในสิ่งที่ตนยังไม่มี ในสิ่งที่ยังขาดอยู่" ชีวิตคนเรานั้นถ้าสามารถเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าเราได้ แค่นี้ก็ “สุขหลาย” แล้วล่ะครับ . .
..

Thursday, August 04, 2005

จัดการความรู้ ชวนดูละคร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.) ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมระดมสมอง (Focus Group) ของโครงการวิจัย “นโยบายการส่งเสริมศิลปะการละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน” การประชุมครั้งนี้ทำให้ผมได้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับศิลปะการละคร ทำให้ผมเข้าใจว่าละครที่ผมคุ้นเคยนั้นมักจะเป็นละครที่เน้นด้านการบันเทิง (Entertainment) ในขณะที่โครงการวิจัยนี้พูดกันถึงละครเพื่อการศึกษาและเพื่อการพัฒนา . . . ผมเริ่มเห็นว่าศิลปะการละครนั้นเป็นกลไกที่สามารถนำมาใช้จัดการความรู้ได้เป็นอย่างดี การแสดงละครเป็นการเล่าเรื่องที่มีพลังมากเพราะสามารถแสดงให้เห็นเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้ ละครที่มีเนื้อเรื่องและการแสดงที่ซาบซึ้งกินใจน่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ (Paradigm) ได้ดีกว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบธรรมดาที่มาจากการพูดจากัน

ในวันนั้นหลักจากที่ได้ฟังปัญหาอุปสรรคของผู้ที่รักงานด้านศิลปะการละครเพื่อการพัฒนา ดูเหมือนว่าหนึ่งในปํญหาที่สำคัญสำหรับปัจจุบันก็คือการขาดแคลนบุคลากรทางด้านนี้ ผมได้ให้ข้อเสนอกับทางโครงการว่าน่าจะมีการจัดการความรู้กันในหมู่ผู้ที่ทำละครเพื่อการพัฒนา เพราะเห็นได้ชัดว่าแต่ละกลุ่มนั้นล้วนมากด้วยความรู้และประสบการณ์ นอกจากนั้นยังเห็นอีกด้วยว่าแต่ละกลุ่มนี้นมีความเชี่ยวชาญ มีจุดอ่อน จุดแข็งแตกต่างกันออกไป หากมีการจัดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) และสร้างเป็นคลังความรู้ (Knowledge Assets) ในเรื่องนี้ขึ้นมา ก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อวงการศิลปะการละครเพื่อการศึกษาและการพัฒนา ซึ่งถ้าทางโครงการเห็นด้วยกับไอเดียนี้ ผม (สคส.) ยินดีช่วยเต็มที่ครับ

และในโอกาสนี้ผมขอประชาสัมพันธ์ ละครนิเทศจุฬาฯ ซึ่งเป็นละครแนวดราม่า คอมเมดี้ ที่มีกลิ่นอายมิวสิคัลอยู่ ไว้ตรงนี้ด้วย เป็นละครเรื่อง “THE LUCIANOs” ลูกชายผม (ปิติพงษ์) แสดงเป็น “ฌอน” ผู้ที่ต้องสืบทอดความเป็นมาเฟียต่อจากพ่อเพื่อปกป้องครอบครัวโดยที่เจ้าตัวนั้นไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวมาก่อน . . . จะเริ่มแสดงช่วง วันที่ 26-28 สิงหาคม และวันที่ 2-4 กันยายนนี้ ที่หอประชุมจุฬาฯ บัตรราคา 150 และ 180 บาท จองบัตรได้ที่คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ โทร 0-4766-3304 ครับ

wallpaper10_1280 wallpaper01_1280