Sunday, August 21, 2005

"เต้าเต๋อซิ่นซี" วิถีสู่สุขภาวะ (1)


ในคราวที่แล้วผมได้พูดถึงหลักชีวิตที่เรียกว่า L-I-F-E ไว้ และยังได้สารภาพอีกด้วยว่า ที่ผมยังทำไม่ค่อยจะได้ ก็เพราะยัง “อ่อน” ในเรื่องการฝึกสติอยู่ สมัยที่ไปเข้าคอร์สฝึกิวิปัสสนามาใหม่ๆ ก็มี “ไฟแรง” ฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิเดินจงกรม หรือกำหนดอริยาบทก็ตาม แต่ปัญหาก็คือทำอย่าง “ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ” ยังไม่ได้ก่อตัวขึ้นมาเป็น Habit ในที่สุดก็เลิกราไป พอคิดได้ก็กลับมาทำใหม่ ทำได้ไม่นานก็เลิกราไปอีก เป็นอยู่อย่างนี้มาหลายปีแล้ว...

เมื่อช่วงหยุดวันเฉลิมฯ 12-14 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมฝึกรำมวยจีนซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์ฝึกปฏิบัติเทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซีสากล ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการใช้วันหยุดสามวันที่คุ้มค่ามากทีเดียวครับ เพราะนอกจากว่าจะได้ฝึกการรำมวยจีนแล้ว ยังได้เรียนรู้หลักเต๋าของท่านปรมาจารย์ เล่าจื้อ (Lao Tsu) ที่ผมสนใจอีกด้วย ที่ผมตัดสินใจใช้วันหยุดสามวันไปอยู่ที่นี่ ก็เพราะเริ่มติดใจในท่ากายบริหารของเต้าเต๋อซิ่นซี (ซึ่งมีสามท่าด้วยกัน) ที่เพื่อนมาสอนไว้และผมก็ลองฝึกต่อโดยทำตามในวิดีโอ ผมรู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่นอกจากจะได้ส่วนของร่างกายแล้ว ยังเป็นการฝึกสติไปในตัวด้วย เป็นการฝึกตามดูการเคลื่อนไหวของกาย และฝึกตามความรู้สึกไปด้วยพร้อมๆกัน

ในสามวันนี้เป็นสามวันที่ค่อนข้าง ผ่อนคลาย (Relax) กิจวัตรประจำวันก็คือ 1. ฝึกกายบริหาร 2. ฝึกรำมวย 3. นั่งสมาธิ 4. ฟังเรื่องเล่า (storytelling) จากผู้ที่มีประสบการณ์ (เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต) 5. มีการฝึกกิจกรรมเข้าจังหวะ 6. ใช้เสียงดนตรีสร้างดุลยภาพของร่างกาย และ 7. ฟังการบรรยายคำสอนที่อยู่ใน คัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง”

สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจก็คือ “เต๋า” เป็นเรื่องของการ “เข้าถึง” เป็นการเข้าถึงในระดับที่ลึกซึ้งจนตัวเราหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ในคัมภีร์มองว่าชีวิตนี้ก็คือ “จุลจักรวาล” มองเห็นว่าเป็นจักรวาลเล็กๆจักรวาลหนึ่ง ส่วนธรรมชาติ อวกาศ หรือจักรวาลตามที่เราเข้าใจกันนั้น ก็ใช้แทนด้วยคำว่า “มหาจักรวาล” การที่เราจะเข้าถึงเต๋าได้นั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานหรือเป็น Prerequisite ก็คือ เราจะต้องมี “เต๋อ” ซึ่งก็คือ “คุณธรรม” นั่นเอง ส่วนคำว่า “ซิ่นซี” นี้แปลว่า “การสื่อสาร” เป็นการสื่อสารเพื่อเชื่อมต่อจุลจักรวาล (ชีวิตของเรา) เข้ากับมหาจักรวาล (สรรพสิ่ง) จนกระทั่งเกิดสภาวะที่ “ฟ้าคนเป็นหนึ่งเดียว”

. . . ที่ผมกล่าวมานี้เป็นการตีความ ตามความเข้าใจของผม จากที่ได้ฟังการบรรยายในช่วงสามวันนั้น หากมีข้อผิดพลาดประการใด รบกวนผู้รู้ช่วยแก้ไขโดยเขียนไว้ใน comment ด้วยนะครับ ผมเองรู้ดีว่ายังต้องศึกษาเพิ่มเติมจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิงให้ลึกซึ้งต่อไป หากท่านใดต้องการจะสัมผัสกับเทคนิคนี้ด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ ขอเชิญไปร่วมฝึกรำมวยเต้าซิ่นได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ที่สวนจตุจักรตั้งแต่เวลา 6.30-8.00 น. เข้าตรงประตู 2 ตรงใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์รถไฟ บริเวณสนามที่มีนาฬิกาอยู่ตรงสวนดอกไม้ ให้สังเกตกลุ่มที่ใส่เสื้อขาวกางเกงวอร์มสีน้ำเงิน รับรองไม่ผิดที่แน่ครับ ใน website ของกรมสุขภาพจิต ก็มีพูดเรื่องนี้ไว้บ้าง ลองคลิ๊กดูได้ ที่นี่ ครับ

ชุมชนคนรักสุขภาพ "เต้าเต๋อซิ่นซี" ที่สวนจตุจักร
Jatuchak3

ขณะกำลังออกกายบริหารท่าที่ 1
Jatuchak1


3 Comments:

At Fri Aug 19, 09:02:00 PM, Anonymous น้องทิง said...

จะต้องไม่มีความ "พยายาม" ใดๆ ในการพัฒนาจิตใจ ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างสอดคล้อง, ไม่ติดขัด, และหลอมรวม เมื่อใดที่หลอมรวมได้เท่ากับเราได้ "ก้าวข้าม" ไปแล้วนั่นเอง (เพราะ 1+1 จะเป็น 1 ที่ใหญ่ขึ้น)
ผู้นำทางจิตที่ทรงพลังในปัจจุบัน (ดังๆ ก็มี Eckhart Tolle, Osho ท่านอื่นก็มีมากมาย แต่ผมคงหูตาไม่กว้างขวางเองน่ะครับ -_-!)จะแนะนำให้ฝึกสติเมื่อยามประกอบกิจวัตร การที่เข้าคอร์สนั่งสมาธิยาวๆ 7 วัน 10 วัน นั้นเปรียบเสมือนเรา "แบ่งแยก" การนั่งสมาธิกับนั่งทำงาน "แบ่ง" เดินจงกลมกับเดินไปเข้าห้องน้ำ ทั้งๆ ที่มันก็เป็น "หน้าที่" ที่ "พระเจ้า" โปรแกรมให้เราปฏิบัติ (พระพุทธทาสท่านมักกล่าวว่า "หน้าที่ก็คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่ก็คือปฏิบัติธรรม หาก "การนั่งขี้" คือหน้าที่ของมนุษย์แล้วไซร้ "คนนั่งขี้" ก็คือผู้ปฏิบัติธรรม) ผมมองว่าระยะเวลา 7 ถึง 10 วันนั้นจะไม่ต่างกับพาเราไปหยุดที่เปลือกชั้นที่ 5 นะครับ
สำหรับการนั่งสมาธินั้นอาจารย์ Tolle ท่านไม่ได้ห้าม แต่ท่านแนะนำเพียงไม่เกิน 15 นาทีเป็นอย่างมาก ที่เหลือไปฝึกกับกิจวัตร และการนั่งได้นานกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นมีสติ สมาธิดีกว่าด้วย(เพราะอริยชนก็ต้องประกอบกิจวัตรเหมือนปุถุชน ไม่ใช่เข้าฌานทั้งวัน)ยิ่งอาจารย์ Osho นี่ชัดเลยครับ "No temple is needed, you are quite enough of a temple yourself."
ผมจึงว่าการติดหลวงพ่อสั่นของท่านดังตฤณดูจะมีประโยชน์มากกว่าการเข้าคอร์สสมาธิ 7-10 วันเสียอีก เพราะหลวงพ่อท่านสั่นเตือนเราทุก 2 นาที (ของผมโยนทิ้งไปแล้วครับเพราะเจ๊งไวมาก เปลืองถ่าน แถมสั่นไม่สะใจผมด้วย ถ้าไงสั่งทำจะดีกว่าซื้อนะครับ แพงด้วยอะ)แล้วเราก็ประกอบกิจวัตรได้ตามปกติ การทำแบบนี้น่าจะทำให้การฝึกสติเข้าสู่ "Habit" ได้ไวกว่านะครับ ที่สำคัญเมื่อรู้ว่าตัวเอง "หลุด" ให้ "ต่อ" ทันที อย่ามัววิเคราะห์ว่าเรา "หลุด" เพราะอะไร นี่คือสุดยอดเทคนิคของการให้อภัยตนเองครับ
...ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ท่านครับ...

 
At Mon Aug 22, 01:35:00 AM, Blogger Khaosampraya said...

อาจจะเป็นความเห็นที่แตกต่างไปจากคุณ"น้องทิง" เล็กน้อยเพราะการใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อฝึกอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ได้หมายความว่าเราดำเนินชีวิตผิดปกติไป
ความเป็นปกติของมนุษย์คือการหายใจ ถ้าใครไม่หายใจแล้วไซร้ คนคนนั้นก็จบชีวิตของเขาลง การปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงเป็นการหยุดและทบทวนชีวิตที่วุ่นวายมาสู่ความสงบและลุ่มลึก...ถามว่าคนที่ทำงานแล้วปฏิบัติได้ขณะที่ทำงานจะมีสักกี่คนอย่างมากก็แค่มีสติอยู่กับงานตลอดไม่มีอารมณ์เข้าแทรกก็บุญนักหนาแล้ว
ชีวิตคือการหายใจอย่างมีความสุข...คนที่หายใจได้ยาวและเต็มปอดมากที่สุดและมีสติ มีความสุข..สงบ..ทุกๆลมหายใจเข้าออก...คนๆ นั้นจะมีชีวิตยืนยาว

 
At Wed Dec 05, 06:12:00 PM, Anonymous เย็น said...

ยินดีด้วยค่ะ ที่ได้มีโอกาสไปฝึกเทคนิคนี้ จากประสบการณ์ที่ฝึกมาครบ 3 ปี วันที่ 5 ธันวาคมนี้ ได้พยายามฝึกฝนตัวเองมาตลอด พบว่าเป็นเทคนิคที่ดีมาก ช่วยเรื่องสุขภาพ และวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้มาก ได้เก็บข้อมูลกับตนเองและนิสิตที่ร่วมกิจกรรมด้วย พบว่าเกิดผลดีค่ะ ขอสนับสนุนให้ทุกคนได้ฝึกฝนค่ะ เรื่องแบบนี้ใครทำใครได้ ไม่ทำก็ไม่ได้ ค่ะ ลองทำอย่างต่อเนื่องนะคะ แล้วจะพบว่า ตัวเรา และสังคมรอบข้างมีความสุขมากขึ้นค่ะ

 

Post a Comment

<< Home