Tuesday, August 16, 2005

"LIFE" วิถีเพื่อชีวีที่เป็นสุข


ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องการสร้างสุขภาวะให้กับชีวิตที่ครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจ ผมได้ตั้ง “หลักคิด” สำหรับใช้ดูแลชีวิตไว้ 4 ประการด้วยกัน ถ้าเอาตัวย่อภาษาอังกฤษของแต่ละหลักการมาเรียงกันก็จะอ่านได้ว่า “L-I-F-E” ซึ่งผมจะขออธิบายจากตัวอักษรที่อยู่ท้ายสุดก่อน แล้วไล่ขึ้นมาจนถึงอักษรตัวแรก ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าตามความรู้สึกของผมแล้ว จะได้เป็นการพูดถึงสิ่งที่น่าจะทำได้ง่ายที่สุดและค่อยๆเดินไปสู่สิ่งที่ทำได้ยากขึ้นตามลำดับ

ตัวอักษร E คือ Exercise ซึ่งก็คือการออกกำลังกาย ผมเองได้ทดลองออกกำลังกายมาหลายชนิด ตั้งแต่ที่ต้องใช้แรงและต้องเสียเหงื่อเยอะๆ เช่น เทนนิส มาจนถึงการออกกำลังกายที่เบาลงเรื่อยๆ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือการเดินเร็ว ถึงแม้เรื่องการออกกำลังกายจะดูว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายหากเทียบกับอีกสามหลักการที่เหลือ แต่สิ่งที่ผมเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ก็คือเรื่อง “ความสม่ำเสมอ” ซึ่งตัวผมเองก็ยังออกกำลังกายได้ไม่สม่ำเสมอเท่าใดนัก

ตัวอักษร F คือ Food ผมหมายถึงเรื่องอาหารการกิน ทุกท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “We are what we eat” ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรนั้นก็ดูได้จากสิ่งที่เรากินเข้าไป ถ้าเรากินแต่พวกไขมัน วันหนึ่งเราก็คงจะต้องตายด้วยคลอเรสโตรอลอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีวินัยในเรื่องการกิน ต้องไม่ตามใจปาก รู้จักเลือกกินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยากครับ ผมเองแค่ตั้งใจจะลดกาแฟจาก 2-3 แก้วให้เหลือดื่มเพียงวันละแก้วก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ผมจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าเรื่องการออกกำลังกาย


ตัวอักษร I หมายถึง Interest ในที่นี้แปลว่า “น่าสนใจ” นะครับ ไม่ได้แปลว่า “ดอกเบี้ย” ประเด็นก็คือเราจะต้องทำให้เรื่องทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราเป็นเรื่องที่ “น่าสนใจ” ตัวอย่างเช่น พบใครก็ตามต้องมีความรู้สึกว่าคนๆนี้เป็นบุคคลที่น่าสนใจ หรือหากจะต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ต้องสร้างความ “น่าสนใจ” ให้เกิดขึ้นในใจให้ได้ก่อน และไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะต้องมองเรื่องที่กำลังจะทำนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง พูดง่ายๆก็คือจะต้องสร้าง “ฉันทะ” ให้เกิดขึ้นภายในใจก่อน

ตัวอักษร L มาจากคำว่า Let go ซึ่งหมายถึง “การปล่อยวาง” ตัวสุดท้ายนี้นอกจากจะพูดง่ายแต่ทำได้ยากแล้ว บางทีอาจจะถูก “ตีความ” ไปในทางที่ผิดอีกด้วย เช่น คิดว่าการปล่อยวางก็คือการปล่อยทิ้ง เป็นการปล่อยแบบละเลย แบบไม่สนใจไยดี ซึ่งต้องถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะนั่นอาจจะเข้าข่าย “ประมาท” โดยไม่รู้ตัว ผู้ที่สามารถปล่อยวางได้ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ (เช่นในเรื่องอุเบกขา) จะต้องเป็นผู้ที่ ตื่นรู้อยู่ในทุกขณะ คือมีความเป็น “พุทธะ” อย่างเต็มที่ จึงจะสามารถทำเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระลึกรู้ อยู่ตลอดเวลา เป็นต้นว่า เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน มีชีวิตอยู่กับ “ความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา หรือตถาตา)”

. . . เป็นอย่างไรบ้างครับ หลัก “LIFE” ที่ผมกล่าวมานี้ ผมเองถึงแม้จะตั้งหลักนี้ไว้ใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างสุขภาวะให้กับตนเองมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วก็ตาม แต่ต้องขอสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่ายังทำได้อย่างลุ่มๆดอนๆ แม้แต่เรื่องที่จัดไว้ว่าง่าย เช่น เรื่องการออกกำลังกายหรือการกินอาหาร ผมเองก็ยังทำได้ไม่ดีนัก สำหรับเรื่องที่ยากขึ้นมา เช่น เรื่องการมองทุกสิ่งให้น่าสนใจหรือเรื่องการใช้ปัญญาเพื่อให้สามารถปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้นั้นก็แทบจะไม่ต้องพูดถึงเลย ผมรู้ตัวดีว่ายังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่เพียงแค่ “ระดับอนุบาล” เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกมีความหวังอย่างยิ่งก็คือผมรู้แล้วล่ะครับว่าที่ผมไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรก็เป็นเพราะว่าผมยังอ่อนในเรื่องการฝึกทักษะเพื่อให้มีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง


1 Comments:

At Mon Oct 10, 01:43:00 AM, Anonymous Anonymous said...

เป็นมนุษย์ทำงาน แบบคุณอำนวยค่ะ เข้ามาดูและศึกษา เพื่อเรียนรู้ อ่านบทความนี้แล้วตรงกับใจ (ยังคงทำได้บ้างไม่ได้บ้างเหมือนกันค่ะ) จะแวะเข้ามาเพื่อศึกษาเรียนรู้ และปรับใช้กับตัวเองค่ะ หากมีปัญหาในการทำงานหรือต้องการข้อคิด จะเรียนปรึกษาอาจารย์ค่ะ

 

Post a Comment

<< Home