Friday, September 30, 2005

KM Workshop กับ KM ของแท้

KM ...สำหรับผมแล้ว เป็นเรื่องที่กว้างกว่าการจัดการความรู้ในรูปแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน การที่เราจะ “จัดการ” กับความรู้ที่ “ฝังลึก” (Tacit Knowledge) ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับส่วนที่เป็น “ความรู้สึก (feeling)” ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็น “ความรู้สึกตัว (awareness)”

ใครที่เคยเข้า Workshop ที่ผมเป็นผู้ดำเนินการ คงจะเคยได้ยินผมพูดอยู่เสมอว่า ถ้าต้องการจะให้การ Sharing ครั้งนี้เป็นประโยชน์ ท่านทั้งหลายจะต้องไม่มาแบบ “น้ำชาล้นถ้วย” เพราะนั่นเท่ากับว่า ท่านมาอย่าง “เต็มเปี่ยม” แล้ว ท่านไม่มี “ที่ว่าง” พอที่จะรับสิ่งใหม่ๆได้อีก เท่ากับว่าท่านจะไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติม ทุกอย่างที่เข้ามาจะ “ล้นถ้วย” ไหลทิ้งออกหมด ที่ผมย้ำเรื่องนี้ก็เพื่อ “เตือนสติ” ผู้ที่กำลังจะเข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากกระบวนการนี้มากที่สุด

...นั่นคือสิ่งที่ผมมักจะตอกย้ำในช่วงการเริ่มต้น Workshop ....สำหรับประสบการณ์ที่ผมมักจะได้รับหลังจากที่ทำ Workshop เสร็จใหม่ๆ ก็คือ ....จะได้สัมผัสกับความรู้สึกตื่นเต้นของผู้เข้าร่วม เรียกได้ว่าหลายท่านเกิดอาการ “ร้อนวิชา” อยากจะนำเทคนิคต่างๆที่ได้เรียนรู้มานี้ไปใช้ในหน่วยงานของตน ....จะติดอยู่ก็แต่ตรงที่ว่า ...มักจะไม่ค่อยมั่นใจว่าตนเองจะทำกระบวนการนี้ได้ ส่วนใหญ่มักจะมาเรียบๆ เคียงๆ (หรือบางคนก็เข้ามาจีบเอาดื้อๆ) ขอให้ผมไปช่วยทำกระบวนการนี้ให้ในหน่วยงานของเขา

คำตอบที่ผมมักจะใช้เป็นประจำ ซึ่งถ้าฟังไม่ดีก็อาจจะรู้สึกว่า “ช่างแล้งน้ำใจเหลือเกิน” ก็คือ... “ถ้าผมทำ Workshop ครั้งนี้ ที่มี 20 – 30 หน่วยงานมาร่วมเรียนรู้ และเกิด “ติดใจ” ต้องการให้ผมไปทำแบบนี้ให้กับทุกๆหน่วยงาน นั่นก็เท่ากับว่า Workshop ครั้งนี้ ล้มเหลว!! ..... เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการจัดทำ Workshop นี้ ก็เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ที่เข้าร่วมให้สมารถทำ KM ได้ในหน่วยงาน และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ต้องการจะกลับไปทำ เพื่อจะได้ขยายเครือข่ายเรื่อง KM ให้แพร่หลายออกไปเรื่อยๆ .... ไม่ใช่กลับกลายเป็นว่า ต้องกลับมาพึ่งพาผมอีก?”

ข้อมูลที่ผมได้รับเพิ่มเติมหลังจากที่ผมให้คำตอบที่ค่อนข้างจะสร้าง "ความผิดหวัง" ให้กับหลายๆท่าน ก็คือ ...ที่เขาไม่พร้อมที่จะกลับไปทำ KM หรือทำWorkshop ทำนองนี้ในหน่วยงานของเขา ก็เพราะเหตุผลสองข้อ คือ 1. ไม่มั่นใจ ...เกรงว่าจะทำได้ไม่ดี 2. ไม่แน่ใจว่า...คนในหน่วยงานจะยอมรับ จะสนใจและจะร่วมมือด้วยไหม เพราะเป็นธรรมชาติที่คนในหน่วยงานมักจะไม่ค่อยสนใจฟังคนที่อยู่ในหน่วยงานด้วยกัน แต่มักจะให้ความสนใจกับ วิทยากร (หรือคุณอำนวย) ที่เป็น “คนนอก” มากกว่า

ซึ่งในทั้ง 2 ประเด็นนี้ ผมก็ได้ชี้แจงกลับไปว่า ปัญหาของข้อที่ 1 นั้นแก้ได้ ก็ด้วยการ “ทำ” เท่านั้น เพราะถ้ายิ่งไม่ทำก็จะทำไม่ได้ จะต้องลองทำ และจะต้องทำโดยอย่าไปกังวลว่าต้องทำให้ออกมา “สมบูรณ์แบบ” เรื่อง KM ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ทำไปเรียนไป ข้อสำคัญต้องมี "ความสุข" ไปกับมันด้วย
สำหรับข้อที่ 2 นั้น อาจจะต้องขอความร่วมมือจากเพื่อนที่อยู่ส่วนกลาง เช่นใช้ทีม KM ของกรม ของจังหวัด มาช่วยเป็นคุณอำนวย หรืออาจจะใช้เพื่อนร่วม Workshop ที่อยู่คนละหน่วยงานก็ได้

.... ลองเถอะครับ .... ทำเถอะครับ .... อย่ามัวแต่กลัว ... อย่ามัวเกร็งอยู่เลย .... ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีทางได้เข้าใจเรื่อง KM ที่เป็นของจริงหรอกครับ KM ของจริง จะเป็นรูปแบบที่เป็นของท่านเอง .... โมเดลปลาทู หรือ วิธีการของ สคส. เป็นเพียงแนวทางเพื่อใช้สื่อสารทำความเข้าใจเท่านั้น .... ท่านต้องกล้าพอที่จะทำในแบบฉบับของตัวเองครับ .... นั่นแหละครับ “KM ของแท้”

ถ้าทำแล้วมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาผมและทีมงาน สคส. ได้ทุกคนครับ เราไม่ “แล้งน้ำใจ” อย่างที่ท่านเข้าใจผิดหรอก!


Thursday, September 29, 2005

“คุณอำนวย” ช่วย KS

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) หรือ KS จะราบรื่น ลุล่วงได้หรือไม่นั้น บุคคลสำคัญที่มีผลต่อกระบวนการนี้ค่อนข้างมาก ก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งทาง สคส. มักจะเรียกว่า “คุณอำนวย” หรือที่ในภาษา KM ใช้คำว่า Knowledge Facilitator

สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับบทบาทของ “คุณอำนวย” ผมได้สรุปไว้เป็น Guideline สั้นๆ ดังนี้

คุณอำนวย

คุณอำนวยที่ดีจะต้องไม่ทำตัว “สูงส่ง” เกินไป ถึงแม้ว่าตนเองจะรู้ในเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่นั้นค่อนข้างจะดี แต่หน้าที่ของคุณอำนวย ก็คือ “อำนวย” ให้ “กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น “ลื่นไหล” ไปได้ ไม่ใช่ตนเองกลายเป็นพูดมาไป ..... คุณอำนวยต้องรู้จักฝึกทำตัวให้ “เล็กๆ” แต่ก็ต้องไม่ “เล็กจนลีบ” หรือ “ต่ำต้อย” เกินไปจนไม่สามรถควบคุมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ จะต้องระวังไม่ให้ถูกสมาชิกในกลุ่ม “ข่มทับ” หรือ “ยึดอำนาจ” จัดการกระบวนการเสียเอง ..... จะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่สามรถเรียนรู้ได้จากการฟังบรรยาย พูดง่ายๆก็คือ มันไม่ใช่เป็นแค่เพียง “ศาสตร์” แต่ว่ามันเป็น “ศิลป์” เป็นเรื่องที่ต้องใช้การฝึกปฏิบัติมากๆ มี “ชั่วโมงบิน” มากๆ จึงจะเก่งครับ

ผมจะขอยกตัวอย่างสักหนึ่งตัวอย่างไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็นคุณอำนวยนั้น มันมีส่วนที่เป็นศิลป์อย่างไร .....ในกลุ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วไปนั้น ถึงบแม้จะมีการมอบหมายให้มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” และ “คุณลิขิต” (จดบันทึก) แล้วก็ตาม แต่เท่าที่ผมสังเกตเห็น จะพบว่าหลายๆครั้งในบางกลุ่มก็ยังมีการแต่งตั้ง ประธานกลุ่ม หรือ เลขากลุ่มขึ้นมาด้วย ..... คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ “จำเป็นจะต้องมีประธานกลุ่มหรือไม่?” ขอให้ท่านลองคิดดูก่อนที่จะอ่านต่อไปนะครับ .... (คิด...คิด...คิด...คิดๆๆๆๆๆ)

ผมเคยเห็นคุณอำนวยบางคน “เปิดช่อง” ให้มีการตั้งประธานกลุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากที่มีประธานกลุ่มก็คือ .... คุณอำนวยหมดหน้าที่.... ตกงานทันที! เพราะได้ตัวประธานที่ค่อนข้างจะ “Active” (น่าจะเข้าข่าย Hyper ด้วย) บวกกับความเก๋า ความอาวุโสของท่าน เรียกได้ว่า ตั้งแต่วินาทีนั้น กระบวนการทั้งหลายก็ไม่ได้อยู่ใต้การจัดการของคุณอำนวยอีกต่อไป ทุกอย่างตกไปอยู่ใต้เงื้อมมือของท่านประธานไปโดยปริยาย .... แต่ก็มีอีกกรณีหนึ่งที่มีการแต่งตั้งประธาน และประธานก็เป็นผู้ที่มีอาวุโสเช่นเดียวกับกรณีแรก หากแต่ว่าท่านนี้เป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำค่อนข้างมาก ท่านไม่ได้ใช้หลักแค่ Command & Control แต่ท่านมีหลักจิตวิทยาที่ดียิ่ง ปรากฏว่ากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้สามรถดำเนินไปได้อย่างดีมาก เรียกว่าคุณอำนวยสามารถใช้บารมีของประธานกลุ่ม ทำให้ทุกอย่างลื่นไหลไปได้อย่างยอดเยี่ยม

เห็นหรือยังครับว่า เรื่องทำนองนี้ .... ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ...ไม่มี “คำตอบสุดท้าย” ว่าควรใช้ประธานกลุ่มหรือไม่? .....ท่านต้องใช้วิจารณญาณครับ ... รับรองว่าไม่มีสูตร หรือหลักการที่ตายตัว ใครที่อยากรู้เรื่องบทบาทหน้าที่ของคุณอำนวยเพิ่มเติม ลองอ่าน Blog ของท่านอาจารย์วิจารณ์ และของเจ้าหน้าที่ สคส. ดู ผมจะใส่ “link” ไว้ให้ข้างล่างนี้ ลองคลิ๊กเข้าไปดูนะครับ


http://www.gotoknow.org/archive/2005/06/07/09/31/00/e84
http://www.gotoknow.org/archive/2005/06/04/00/51/02/e57

Wednesday, September 28, 2005

ฝึกปฏิบัติจัดการความรู้

MentalHealth 001

สองวันที่ผ่านมานี้ (27 – 28 ก.ย. 48) ผมกับอ้อ (วรรณา) ได้ไปช่วยกรมสุขภาพจิตทำ Workshop เพื่อเรียนรู้เรื่อง KM แบบ Learning by Doing คือเรียนรู้จากการทำจริง โจทย์ หรือ “หัวปลา” ที่ใช้เป็นเรื่อง “สุขภาพจิตชุมชน” และเรื่อง “สุขภาพจิตกับภัยพิบัติ” โดยผู้ที่เข้าร่วม Workshop ในสองวันนี้ก็คือผู้ที่ปฏิบัติงานในศูนย์สุขภาพจิตจากเขตต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งทาง สคส. จะเรียกคนเหล่านี้ว่า “คุณกิจ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำกิจกรรม เป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ในภาษา KM อาจจะเรียกว่า “Knowledge Workers” ก็ได้ ในการทำ Workshop ครั้งนี้ ผมขอไว้เป็น 3 ประเด็น ด้วยกัน คือ

(1) วัตถุประสงค์ของ Workshop นี้ ก็เพื่อที่จะให้คณะทำงานพัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้ของกรมสุขภาพจิต ได้เข้าใจกระบวนการ KM อย่างเต็มรูปแบบ ...ว่าเป็นอย่างไร? โดยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศจริงของการทำ KM ตาม “โมเดลปลาทู” ของ สคส. สำหรับผลพลอยได้ที่คาดว่าน่าจะได้รับก็คือ การที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตชุมชนและสุขภาพจิตกับภัยพิบัติ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และสามารถประมวลความรู้ (เชิงปฏิบัติ) ที่ได้ เผยแพร่สู่เครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ในวงที่กว้างขึ้นต่อไป

(2) หากถามว่าสิ่งที่ได้จากการทำ Workshop นี้ ...เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่? ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ได้สิ่งต่างๆตามที่คาดหวังไว้ ทีม KM ของกรมฯ มีความเข้าใจใน KM มากยิ่งขึ้น ผู้ปฏิบัติงานที่ได้เข้ากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) ต่างก็เห็นคุณค่าของ KM จะเหลืออยู่ก็แต่ว่า “ขุมความรู้ (Knowledge Asset)” ที่ได้มาจากการทดลองปฏิบัติในครั้งนี้ จะมีประโยชน์ต่อเครือข่ายผู้ปฏิบัติงาน ...มากน้อยเพียงใด? นั้น คงเป็นสิ่งที่ต้องคอยติดตามต่อไป สำหรับประเด็นที่ว่าอะไรคือ “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ”ของการทำ Workshop ครั้งนี้ ...ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะบรรดา “คุณกิจ” ทั้งหลายต่างก็มีจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ง่ายนักในหน่วยงานทั่วไป นอกจากนั้นที่งานครั้งนี้สามารถดำเนินไปได้ราบรื่น ก็คงเป็นผลพวงมาจากความตั้งใจ ความทุ่มเทของทีมงานทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำหน้าที่ “คุณอำนวย” และ “คุณลิขิต” ที่สามารถทำให้กระบวนการ Sharing สามารถดำเนินไปได้ภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัด

(3) สิ่งที่เห็นว่าน่าจะปรับปรุงได้ หรือที่เห็นว่าเป็น “ข้อควรระวัง” สำหรับการทำ Workshop ประเภทนี้ เท่าที่ผมจะพอนึกได้ ก็คือ ...

1. ประเด็นที่ใช้ใน Workshop ควรจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ควรทำหลายเรื่องในครั้งเดียว ทั้งนี้เพื่อที่คนทั้งหมดจะได้ focus ไปที่จุดเดียวกัน จะทำให้สามารถ “กลั่น” ตัว “แก่นความรู้” ออกมาได้ง่ายขึ้น

2. ประเด็นความรู้ที่เลือกมานี้ จะต้องเป็นประเด็นที่อยู่ใน “แผนที่ความรู้ (Knowledge Map)” ขององค์กร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ “เดินไปผิดทาง” คือเผลอไปทำเรื่องที่ไม่ได้ตอบสนองวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร

3. KM Workshop ที่ดีจะต้องมีบรรยากาศแบบสบายๆ เต็มไปด้วยมิตรไมตรี และการชื่นชม จะต้องทำไปโดยไม่ “กลัวผิด” ผู้ที่เริ่มทำ KM ใหม่ๆ มักจะถามผมเสมอว่า “ที่ทำไปแบบนี้...... ถูกต้องหรือเปล่า?” ซึ่งผมก็มักจะตอบเหมือนกันทุกครั้งว่า “ทำถูกต้องหรือไม่นั้น ...ไม่สำคัญเท่ากับว่า ..มาถูกทางหรือเปล่า” เพราะผมต้องการให้เขาเห็นความสำคัญเรื่อง “ทิศทาง” หรือ “หัวปลา” มากกว่าที่จะมามัวกังวลใจในขั้นตอนรายละเอียด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปได้ตามบริบทของหน่วยงานแต่ละที่ ประเด็นที่ผมเจอบ่อยก็คือ ผู้ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) มักจะหงุดหงิดกับกระบวนการ KM เพราะ KM นั้น ไม่ได้เน้นเรื่องความสมบูรณ์แบบตั่งแต่แรก แต่ให้ความสำคัญไปที่การเรียนรู้จากการทำจริง ...หากรอให้สมบูรณ์แบบก็อาจจะไม่ได้ “ลงมือทำ” ซึ่งก็จะทำให้พลาดโอกาสการเรียนรู้ที่แท้จริงไป

4. จำนวนคนที่เข้าร่วม Workshop นั้น ถ้าจะให้ดี ...จะต้องไม่มากเกินไป (ไม่ควรเกิน 40 คน) และควรคัดเลือกผู้ที่สนใจจริงจัง มีความมุ่งมั่น ต้องการที่จะเรียนรู้กระบวนการทั้งกระบวนการ หากคนเข้าร่วมมีจำนวนมากเกินไปก็จะทำให้การจัดการยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการจัดกลุ่มย่อย หากจัดออกมาเป็นหลายกลุ่มย่อย ก็จะเสียเวลามากในช่วงนำเสนอ หรือถ้าจัดกลุ่มย่อยไม่กี่กลุ่ม โดยที่แต่ละกลุ่มนั้นมีจำนวนสมาชิกค่อนข้างมาก ก็จะทำให้สมาชิกกลุ่มแต่ละท่านมีเวลาในการแบ่งปันความรู้น้อยลง ...จบ Workshop ไปแล้วยังเกิดอาการ “อารมณ์ค้าง” อยู่ ...เพราะยังแชร์ได้ “ไม่จุใจ” นอกจากนั้นการที่กลุ่มใหญ่เกินไปก็ยังทำให้บรรยากาศขาดความใกล้ชิดสนิทสนมกันอีกด้วย

ที่ผมสรุปมาทั้งหมดนี้ จริงๆแล้วผมกำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “AAR” ครับ AAR ย่อมาจากคำว่า “After Action Review” ซึ่งก็คือการทบทวนหลังจากที่เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสร็จสิ้นลง โดยพยายามตอบคำถาม 4 ข้อดังต่อไปนี้: 1. คาดหวัง หรือมีวัตถุประสงค์อะไร? 2. มีอะไรที่ทำได้ตามคาดหวังหรือบรรลุวัตถุประสงค์บ้าง.... เพราะอะไร? 3. มีอะไรบ้างที่ไม่ได้ตามความคาดหวัง หรือไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ .... เพราะอะไร? และ 4 ถ้ามีโอกาสทำสิ่งนี้อีก คิดว่าจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ..จะปรับปรุงอะไร?

ตกลงที่ท่านอ่านมาทั้งหมดนี้ คือการทำ AAR ของผมสำหรับ Workshop ที่ผ่านมาในสองวันนี้ ..ลองทำ AAR บ่อยๆ นะครับ แล้วท่านจะรู้ว่าการเรียนรู้ที่สำคัญนั้นเกิดขึ้นตรงนี้ นี่แหละครับ


Monday, September 26, 2005

โครงการพัฒนาชีวิตครู


จริงๆ ผมตั้งใจจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะครับ แต่บังเอิญเกิด “อิน” กับเรื่องสภาพแวดล้อมของบางปูมากไปหน่อย จึงไม่ได้ “ฝอย” เรื่องโครงการและการทำ Workshop เลย

วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลโครงการอย่างย่อๆ พอสังเขปดังนี้นะครับ...โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะแก้ปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู จึงได้อาศัยความร่วมมือจากสามฝ่ายด้วยกันอันประกอบด้วย 1.กลุ่มข้าราชการครู 2. กระทรวงศึกษาธิการ และ 3. ธนาคารออมสิน เพื่อร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชีวิตครูให้ดีขึ้นอย่างมีบูรณาการ โดยอาศัยกระบวนการทั้งทางด้านการเงิน ด้านการจัดการ และด้านจิตใจ เพื่อพัฒนาให้ข้าราชการครูมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน รู้จักอดออม ประหยัด มีวินัยในการใช้เงิน มีการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผ่านกระบวนการจัดการที่เป็นธรรม และหนึ่งในเครื่องมือที่จะใช้ในการจัดการกระบวนการก็คือ KM นั่นเอง โดยที่ทางธนาคารออมสินได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ครูที่กำลังเผชิญวิกฤติทางการเงินอยู่

Workshop ที่บางปู 2 วันนี้ เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาชีวิตครู ได้ไปเริ่มกระบวนการ KM ไว้ให้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นที่โรงเรียนวัดบางฝ้าย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในครั้งนั้น ผู้บริหารทั้งจากโรงเรียน และธนาคารออมสิน ได้ร่วมกันพิจารณาหาประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตครูได้5 ประเด็น คือ 1. การรู้จักตนเองและการปรับวิถีชีวิต 2. ความขยันหมั่นเพียร 3. การมีวินัยการใช้เงิน 4. การเอื้ออาทรต่อผู้อื่น และ 5. การใช้พลังกลุ่มอย่างสร้างสรรค์

ใน 2 วันนี้ จึงเป็นการทำ “Knowledge Sharing” ของบรรดา “คุณกิจ” หรือผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งหลาย ว่าเขาได้ทำอะไรในเรื่องเหล่านี้ไปบ้าง ให้แต่ละคนเล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟัง โดยใช้รูปแบบของการเล่าเรื่องหรือ “Storytelling” เสร็จแล้วก็ให้ช่วยกัน “สรุป” หรือ “ถอด” ประเด็นความรู้ที่ได้ (ในภาษา KM เรียกว่า Knowledge Assets) เพื่อจะได้ใช้เผยแพร่แก่สมาชิกในวงกว้างต่อไป

รูปแสดงตัวอย่าง (บางส่วน) ของ Knowledge Asset
BangPu 048


นอกจากนั้นในช่วงสุดท้ายยังให้แต่ละท่านพูดกับกลุ่ม พูดกับที่ประชุมอีกด้วยว่า “จะกลับไปทำอะไร” มี “แรงปรารถนา (Passion )” หรือตั้งใจว่าจะ “ทำ” จะมี “Action” อะไร ซึ่งในเรื่องนี้ ผมได้สรุปไว้ 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1. ลดรายจ่าย 2. เพิ่มรายได้ และ 3. สร้างเครือข่าย ดังแสดงไว้ใน Mind Map ข้างล่างนี้

Slide2

ที่ผมเอาเรื่องการลดรายจ่ายขึ้นมาเป็นเรื่องแรก ก็เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันที เป็นการสร้างวินัยการใช้เงิน ซึ่งผู้เข้าร่วม Workshop ก็ได้เล่าประสบการณ์เรื่องการทำบัญชีครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำบัญชีรายจ่ายในแต่ละวัน ว่าทำให้ได้รู้ว่า มีอะไรบ้างที่ไม่ควรซื้อ ไม่ควรจ่าย โดยเฉพาะสิ่งต่างๆที่เข้าข่ายว่าเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย หรือเป็นอบายมุข


เรื่องที่สองเป็นเรื่องการเพิ่มรายได้ ซึ่งก็ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านการสร้างอาชีพเสริมมากมาย อีกทั้งยังได้แนะนำกันด้วยว่า ต้องเป็นงานที่ไม่ใช้ทุนมาก และต้องไม่เสี่ยง เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้วิกฤติหนี้สินที่เป็นอยู่หนักขึ้นกว่าเดิม

เรื่องที่สามเป็นเรื่องการสร้างเครือข่าย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ ความเอื้ออาทรระหว่างกัน เป็นการสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร ซึ่งใน Workshop นี้เป็นเครือข่ายของกลุ่มพัฒนาชีวิตครู เขต 1 อำเภอพระประแดง ที่มี ผอ.พงษ์ศักดิ์ ธีระวรรณสาร เป็นประธานกลุ่มอยู่

คำถามที่ตามมาก็คือ ...สมาชิกในเครือข่าย จะทำได้อย่างที่ให้สัญญาไว้ในช่วงสุดท้ายของ Workshop หรือไม่?...เครือข่ายจะดำเนินการต่อไปอย่างไร?...จะมีการขยายผล...เชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆได้อย่างไร?...ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าติดตามอย่างยิ่ง...


ที่ Workshop 2 วันนี้ สำเร็จลุล่วงลงไปได้ คงไม่ใช่เพราะทีมวิทยากรจาก สคส. เท่านั้น แต่เป็นเพราะบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายที่กล้า “เปิดใจ” เล่า “ประสบการณ์” ชีวิตของแต่ละท่านให้เพื่อนๆในกลุ่ม และในที่ประชุมได้ฟัง อีกทั้งทางธนาคารออมสินเองก็ได้ให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างจริงจัง ดังจะเห็นได้ว่า คุณบุษบา ฤทธิ์เรืองนาม รองผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน ก็ได้อยู่ร่วม Workshop กับบรรดาครูอาจารย์ทั้งสองวันเต็ม และท่านยังได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมเป็นอย่างยิ่ง

และท้ายที่สุดผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ก็คือทีมงานของท่าน ผอ.พงษ์ศักดิ์ ซึ่งในวันนั้นท่านผอ. พงษ์ศักดิ์ ก็สวม "หมวก" ในนามของ นายกสมาคมเครือข่ายพัฒนาชีวิตครู จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ด้วย ผมเองค่อนข้างเชื่อในฝีมือของท่าน ...ว่า ท่านจะสามารถนำหลักการจัดการความรู้นี้ไปใช้พัฒนาเครือข่ายครูได้ต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ไพบูลย์ ที่ได้ริเริ่มไว้ ...ผมขอเอาใจช่วยครับ

Sunday, September 25, 2005

พัฒนาชีวิตครู พัฒนาบางปู

เสาร์ – อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสไปร่วม Workshop โครงการพัฒนาชีวิตครู ซึ่งจัดขึ้นที่ สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ

BangPu 014


ก่อนที่จะพูดถึงตัวโครงการ และ Workshop ที่ทีม สคส. เข้าไปช่วยเป็นวิทยากรดำเนินการให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ “เครื่องมือ” ที่มีชื่อว่า KM นั้น ผมขอเล่าถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ก่อนนะครับ ....

ผมลองจับระยะทางจากบ้านผมถึงสถานที่ที่ใช้ทำ Workshop คิดเป็นระยะทางได้ห้าสิบกิโล(เมตร) พอดิบ พอดี .... ผมเองไม่ได้ใช้เส้นทางทางนี้ (ถนนสุขุมวิท) มาหลายปีแล้ว เคยมาทางนี้บ้างก็ตอนที่พาเพื่อนชาวต่างประเทศมาเที่ยวฟาร์มจรเข้ และเมืองโบราณ นั่นแหละครับ แต่ในครั้งนั้นคงจะมัวแต่รับรองแขกจึงไม่ได้สังเกตสิ่งต่างๆที่อยู่ข้างทาง

ผมขึ้นทางด่วนที่ดินแดง มาลงที่บางนา เลี้ยวเข้าถนนสุขุมวิท มุ่งหน้ามาทางจังหวัดสมุทรปราการ ผ่านโรงเรียนนายเรือ พอถึงหอนาฬิกา ก็เลี้ยวซ้ายมุ่งไปทางจังหวัดชลบุรี ...จริงๆ แล้ว เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่ผมคุ้นเคยมาก แต่คงจะเป็นช่วงสามสิบสี่สิบปีที่แล้ว ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก นั่งรถจากจังหวัดตราดเข้ามากรุงเทพก็ต้องใช้เส้นทางสายนี้ จำได้ว่ารถ บขส. มักจะจอดพักที่บางปู และจอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ตรงแยกสมุทรปราการนานพอสมควร ผู้โดยสารมักจะซื้อของต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ขึ้นชื่อของที่นั่นก็คือ “ขนมจาก” จำได้ว่ามีชื่อยี่ห้อขนมจากที่ดังของจังหวัดสมุทรปราการอยู่ตรงนั้นด้วย

....ตามประสาเด็ก ผมชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง(รถ) อยู่เสมอ และภาพที่ประทับตาและตรึงใจผมมาโดยตลอด โดยที่ผมไม่รู้ตัวก็คือภาพของคลองที่อยู่ริมทาง ที่ค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติมากๆ ....น้ำใสสะอาด และมีบรรยากาศที่เป็นชนบท .... เห็นสะพานไม้พาดข้ามคลอง .... เห็นกระท่อมเล็กๆ อยู่ถัดจากริมฝั่งคลอง ..... เห็นบ้านริมคลองแทบทุกบ้าน มี “ยอ” ขนาดใหญ่ไว้สำหรับจับสัตว์น้ำที่มีค่อนข้างชุกชุมแถวนั้น

แต่ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ก็คือคลองสายเดิม ..... แต่สภาพน้ำในคลองกลับแตกต่างจากในอดีตอย่างมาก..... น้ำไม่ใส...น้ำไม่ไหล...บ้านและกระท่อมทั้งหลายได้กลายสภาพมาเป็นตึก ... เป็นโรงงาน ... มีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งเล็ก และใหญ่ กระจายตัวอยู่ทั่วไปในบริเวณสองข้างทาง บางแห่งก็อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบรเวณนั้น ...ภาพในความทรงจำของผมผุดขึ้นมา ซ้อนกับภาพที่ผมกำลังเห็นอยู่ในปัจจุบัน

.... ผมรู้สึกหวั่นไหว และสะเทือนใจไปกับภาพสองชุดที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมๆกัน มันเป็นภาพที่มีช่วงเวลาห่างกันถึง 30 ปี .... มีเสียงในใจแว่วขึ้นมาว่า “อดีตนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนเวลา นำกลับคืนมาได้...” แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาว่า “เราสามารถจะสร้างสภาพแบบในอดีตนั้นได้ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นไปตามการกระทำของมนุษย์... ไม่ใช่เพราะมนุษย์หรอกหรือที่ทำให้บางปูต้องมีสภาพเป็นเช่นนี้ ..ไม่ใช่เพราะการตัดสินใจหรือนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในพื้นที่หรอกหรือ ที่ทำให้บางปูต้องมีสภาพเช่นนี้...ทุกอย่างล้วนมาจากฝีมือการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น..."

ถ้าเราอยากจะให้สภาพแวดล้อมของบางปู (หรือของที่ไหนก็ตาม) ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ เราคงจะต้องทำอะไรบางอย่าง ทั้งในระดับรากหญ้า และในระดับนโยบาย ... ไม่มีสิ่งใดจะดีขึ้นมาได้ หากพวกเราปล่อยปละละเลย และคิดว่าตัวเราเองนั้นไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ...ผมคิดว่าจุดที่อันตรายที่สุดก็คือความคิดที่ว่า "ปัญหาไม่ได้มาจากเรา คนอื่นเป็นคนทำ คนอื่นต้องรับผิดชอบ" หากเราพิจารณาดูให้ดี จะพบว่าในทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น แท้จริงแล้วจะมีตัวเราเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ.... หากเรายังไม่รู้แน่ว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมานี้ได้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามฝึกทำเสมอและเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันทีก็คือ การสำรวจตัวเองและเริ่มต้นที่ตนเองก่อนเป็นอันดับแรกครับ

และนี่คือประเด็นที่ผมจะขอทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะพูดเรื่อง “การพัฒนาชีวิตครู” ในวันพรุ่งนี้ต่อไป ขอให้ทุกท่านลองใช้เวลาสำรวจตัวเองดูนะครับ ...แล้วท่านจะพบว่าแท้จริงแล้วเรานี่แหละครับที่เป็น"ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ตัวจริง ...ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ครับ!!

Thursday, September 22, 2005

ปกหน้าหนังสือ "หลุด"

ผมเพิ่งจะได้รับปกหนังสือแปลเล่มใหม่ของ Osho จึงเอามาลงไว้ให้ดู...เผื่อจะมี Comment ครับ

freedom_front_cover

Wednesday, September 21, 2005

รายการขับเคลื่อนประเทศไทย

เมื่อคืนผมเพิ่งไปออกรายการ "ขับเคลื่อนประเทศไทย" ที่ช่อง 11 มาครับ ...เป็นการพูดคุยกันในหัวข้อ “สร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้”... ผมลองทำ AAR (After Action Review) ดู ...... คิดว่าไม่น่าจะบรรลุเป้าหมาย ในการทำความเข้าใจเรื่อง KM และ LO ให้กับผู้ที่ดูรายการอยู่ทางบ้าน เพราะประเด็นการสนทนาค่อนข้างจะกระโดดไปกระโดดมา .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการของ สคส. และของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ หากลงไปในรายละเอียดแล้ว ...จะเห็นว่าค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก...

ทางสถาบันเพิ่มฯ จะเน้นที่การฝึกอบรม (Training) และการเลือกหน่วยงานมาเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อเป็น “ต้นแบบ” สำหรับให้กับหน่วยงานอื่นๆ ทำตาม ในขณะที่วิธีการของ สคส. จะเน้น Learning by Doing คือ ไม่บรรยาย แต่ให้ทดลองทำจริงโดยใช้โจทย์ของหน่วยงาน ผู้ที่จะทำแบบนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่เตรียมตัวมาพอสมควรครับ สคส. จะทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อพัฒนาให้คนในหน่วยงานสามารถทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” หรือ Knowledge Facilitator ต่อไปได้

หากหน่วยงานใดสามารถนำเอากระบวนการที่ได้เรียนรู้จากการทำจริงนี้ กลับไปทำในหน่วยงาน หรือขยายผลต่อได้ สคส. ก็จะเข้าไปช่วยส่งเสริมต่อ ด้วยวิธีการต่างๆ อาทิเช่น แนะนำเทคนิคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ เช่น เรื่อง Dialogue เรื่องการเขียน Blog ฯลฯ และอาจช่วยเชื่อมโยงหน่วยงานเหล่านี้กับหน่วยงานอื่นๆที่มีพันธกิจ หรือมีความสนใจในเรื่องที่คล้ายกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ผมไม่แน่ใจครับว่า เมื่อคืนนื้...ผม(สคส.) และ ผอ. สุวรรณ (สถาบันเพิ่มฯ) สื่อสารกับผู้ชมได้ชัดเจนเพียงใด? ...หรืออาจจะไปสร้างความสับสนให้มากยิ่งขึ้นก็ได้ ..... ถึงอย่างไรก็ต้องขออภัยไว้ก่อนครับ

Tuesday, September 20, 2005

จะทำอย่างไรกับใจที่ไม่จดจ่อ


ในปัจจุบันมีสิ่งต่างๆที่ทำให้เราไขว้เขวหรือเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องที่เรากำลังทำอยู่นี้ได้ง่ายมากครับ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “distraction” ตัวอย่างเช่น ผมกำลังตั้งใจเขียนบทความอยู่ ปรากฏว่ามีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมก็เลยเบนความสนใจไปพูดโทรศัพท์ กว่าจะกลับมาทำงานเดิมได้ ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการจูนคลื่นความคิดเพื่อให้สามารถ “ต่อติด” กับความคิดเดิม ยิ่งโลกเรามีการพัฒนาทางเทคโนโลยีมากขึ้นเท่าใด โอกาสที่เราจะถูก “distraction” ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากเราจะถูกทำให้ “ว้อกแว้ก” หรือถูก “distract” จาก “ปัจจัยภายนอก” แล้ว “ปัจจัยภายใน” หรือ “ใจ” ของเราก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราทำงานอย่างไม่ต่อเนื่อง หรือไม่มีสมาธิด้วยเช่นกัน ตามหลัก “อิทธิบาทสี่” เรียกส่วนนี้ว่าเป็น “จิตตะ” ซึ่งหมายถึงจิตที่จดจ่ออยู่งาน เป็นการที่เรา “โฟกัส (focus)” อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งถ้าทำได้ก็จะ "มีพลัง" อย่างยิ่งครับ

ท่านเคยสังเกตบ้างว่า ...บางครั้งทั้งๆที่เรากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ แต่ใจเรากลับไปคิดเรื่องอื่น หันไปทำอย่างอื่น แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำนั้น ...หากเป็นเอามากๆ ก็อาจเข้าข่าย “สมาธิสั้น” ได้ ...เรื่องนี้อย่าเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเฉพาะแต่ในเด็กเท่านั้น ... ผู้ใหญ่ก็เป็นกันมากครับ ... ใครมีข้อแนะนำหรือวิธีแก้ไขสำหรับผู้ใหญ่ที่ "สมาธิสั้น" ก็แนะนำกันมาได้ในช่อง Comment ครับ

Monday, September 19, 2005

การสนทนาที่ไม่ค่อยสุนทรีย

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้มีโอกาสพบกับ “คุณเก่ง” โดยบังเอิญ ผมตั้งชื่อท่านว่า “คุณเก่ง” เพราะว่าท่านเป็นคนที่เก่ง และมีความรู้มากโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้ หรือ KM ที่ผมกำลังสนใจอยู่นี้ ...ทุกครั้งที่ผมได้พูดคุยกับท่าน ผมมักจะได้อะไรบางอย่างกลับมาคิดต่อ ค้นต่ออยู่เสมอครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะรู้สึกทุกครั้งที่พบกับท่าน ก็คือ ...ผมมักจะไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนักเวลาที่พูดคุยกับท่าน ทั้งนี้เพราะท่านมักจะพูดแบบ "แผ่นเสียงตกร่อง" อยู่เสมอว่า.... "เรื่องนี้..ผมทำมานานแล้ว...ผ่านมาหมดแล้ว ...ทำมาตั่งแต่ปีนั้นปีนี้ ...ที่ทำๆกันอยู่นี้ ทำกันผิดทั้งนั้น ...ทำกันอย่างผู้ที่ไม่รู้จริง ...ถ้าจะให้ถูกต้อง..ถูกหลัก..ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ...ผมได้ทำมาหลายที่แล้ว...ที่ทำๆ กันอยู่นี้..ทำไปอย่างไม่มีหลักการ ... ทำกันแบบมวยวัด" ฯลฯ


... พูดได้ว่าในขณะที่คุยอยู่กับท่านนั้น ...ถึงบางครั้งจะได้อะไรใหม่ แต่ก็ไม่ค่อยได้สุนทรียในอารมณ์สักเท่าไร ...กลับรู้สึกว่า ตัวเอง เล็กลงไปเรื่อยๆ ...แต่มาคิดดูอีกที ก็ดีเหมือนกันครับ ...รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังทดสอบอัตตาตัวตนของเราอยู่ ...รู้สึกเหมือนกับว่ากำลัง "ฝึกใจ" ...ได้ปฏิบัติธรรมโดยไม่รู้ตัวครับ!

Saturday, September 17, 2005

ประสบการณ์คนเดินทาง

หลายคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากต้องใช้บริการสายการบินภายในประเทศ คงจะเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กับผมนะครับว่า ที่เคาน์เตอร์ Check-in ของสายการบินโดยเฉพาะช่วงเช้านั้น คิวค่อนข้างยาวมาก หากผมไม่มีสัมภาระลงเครื่องผมก็มักจะใช้บริการ Check-in ผ่านเครื่องแทน เพราะจะเร็วกว่า ไม่ต้องรอต่อคิวยาว แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งก็คือ หมายเลขที่นั่งเวลา Check-in ผ่านเครื่องมักจะได้ที่นั่งด้านหลังเป็นส่วนใหญ่ เข้าใจว่าแถวหน้าๆคงจะ Lock ไว้ให้พวกที่ Check-in ตรงเคาน์เตอร์ (คิดเอาเองนะครับ!)

เวลาต่อคิวเพื่อจะ Check-in ที่เคาน์เตอร์ ผมจะพยายามเล็งแล้วเล็งอีกว่า แถวไหนสั้นที่สุด แต่ปรากฏว่าเมื่อไปต่อคิวแถวที่เห็นว่าสั้นนั้นจริงๆ กลับพบว่าคิวที่ยืนรออยู่นั้นเลื่อนไปค่อนข้างช้าเอามากๆ...แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นึกในใจว่า... “ทำไมซวยอย่างนี้!” …ท่านผู้อ่านเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีของ “ความคิด” ไหมครับ ...มันมักจะเกิดขึ้นและทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา!

ตอนที่เดินไปเข้าเครื่องบิน ช่วงที่อยู่ใน “งวงช้าง” (ทางเชื่อมระหว่างตัวอาคารกับเครื่องบิน) ท่านเคยสังเกตไหมครับ ว่าตอนแรกก็เดินได้สะดวกดี แต่พอมาถึงบริเวณใกล้ประตูเครื่องก็มักจะ “ติดแหง็ก” อยู่แถวๆประตู เข้าเครื่องไม่ได้ เพราะอะไรหรือครับ...เพราะตรงนั้นเขาวางหนังสือพิมพ์ไว้ให้ผู้โดยสารได้เลือกหยิบได้ตามอัธยาศัย ยังไงล่ะครับ ...ผู้โดยสารบางคนก็ตัดสินใจนานหน่อยว่าจะหยิบฉบับไหนดี บางคนเลือกแล้วเลือกอีก ทำให้คนต้อง “ออ” กันอยู่ตรงหน้าประตูเครื่องบิน...ปัญหาทำนองนี้ถึงแม้จะมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ แต่หากมีการจัดการ ผมว่าก็น่าจะดีกว่าที่ไม่ทำอะไรเลย ...ไม่รู้ท่านเห็นด้วยกับผมไหม? ...หรือว่าผม “คิดมาก”ไป ...แสดงว่า “ความคิด” ผมเริ่ม “แผลงฤทธิ์” อีกแล้ว!

Friday, September 16, 2005

โชคดี โชคร้าย ใครนิยาม

ผมได้รับนิทานเรื่องนี้มาจากลูกศิษฐ์ที่ธรรมศาสตร์ ลองอ่านดูนะครับ ...

Good Luck Bad Luck_Page_1
Good Luck Bad Luck_Page_2

Thursday, September 15, 2005

เครื่องมือการเรียนรู้ที่อยู่ใน KM

เมื่อเช้าวันนี้ผมได้เดินทางมาทำ Workshop เรื่อง KM (Knowledge Management) ให้กับสถาบันบำราศนราดูร ซึ่งจัดขึ้นที่บางกอกกอล์ฟ สปา รีสอร์ท ถ้าดูตามแผนที่จะเห็นว่าอยู่ใกล้ๆกับสวนอุสาหกรรมบางกะดี จ. ปทุมธานี ผมเลือกใช้เส้นทางถนนงามวงศ์วาน ขับตรงมาแยกแคราย แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนติวานนท์ มุ่งหน้าไปห้าแยกปากเกร็ด ผ่านสี่แยกสวนสมเด็จ ขับตรงไปเรื่อยๆก็ถึงที่หมายครับ

แต่การเดินทางครั้งนี้ ค่อนข้างใช้เวลามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงที่ติดอยู่บนถนนงามวงศ์วาน รอเลี้ยวขวาเข้าติวานนท์นั้น ใช้เวลานานมากเลยครับ ผมคิดว่าถ้าจะมาที่นี่อีก ผมจะไม่มาทางนี้อย่างแน่นอน เพราะเห็นแล้วว่าถ้าขับเข้ามาทางเมืองทอง น่าจะดีกว่ามาก นอกจากนี้ยังมีคนแนะนำอีกด้วยว่า ถ้าขึ้นทางด่วนมาลงที่ทางออกศรีสมานก็น่าจะเร็วกว่า ที่พูดมานี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมกำลังจะบอกท่านว่า “การเรียนรู้” นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาหลังจากเดินทางถึงที่หมายเรียบร้อยแล้วนั้น ในภาษา KM เขาเรียกว่า “Learning After” หมายถึงการเรียนรู้ที่ทำหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหรืองานของเราไปแล้ว ตัวอย่างที่ผมยกมาก็คือผมได้เรียนรู้แล้วว่ามีทางอื่นที่ดีกว่าที่ผมขับมาในวันนี้

แต่ถ้าจะให้ดี ท่านเห็นด้วยกับผมไหมครับว่า ถ้าผมทำ “Learning Before” คือเรียนรู้ก่อนที่ผมจะเริ่มงาน หรือในกรณีของผมก็คือมีการศึกษาเส้นทาง สอบถามคนที่คุ้นกับเส้นทางนี้ก่อนที่จะออกเดินทาง เรียกว่ามีเพื่อนช่วยร่วมคิด หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Peer Assist” ก็จะยิ่งดีกว่ามาก คือจะได้ไม่ต้องไป “ลองผิด” แต่เป็นการเรียนรู้จากผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ที่มี “Best Practice” เรียกได้ว่าเป็นวิธี “เรียนลัด” จากคนอื่นครับ การเรียนรู้แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเทคนิคหนึ่งที่นิยมใช้ในการทำ KM

ส่วนสุดท้ายที่ผมยังไม่ได้พูดก็คือการเรียนรู้ในระหว่าง หรือ “Learning During” ครับ ถ้าในตัวอย่างที่ผมใช้ก็หมายถึงว่าถ้าผมไม่ได้ถามหรือทำ “Peer Assist” ก่อนออกเดินทาง หรือเมื่อสิ้นสุดการเดินทาง แต่ผมก็อาจจะใช้การเรียนรู้ในระหว่างทางก็ได้ เช่น ขับไปเพื่อให้แน่ใจก็แวะถามข้างทาง หรือโทรถามเพื่อนที่คุ้นทางในระหว่างที่ขับอยู่ก็ได้ ในการทำงานก็หมายถึง ทำไปเรียนรู้ไป เสร็จงานบางกิจกรรมก็ทบทวนสิ่งที่ได้ทำไปว่าตรงกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ เทคนิคแบบนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “After Action Review” หรือ “AAR” ครับ

วันนี้ท่านได้เทคนิคสำคัญๆของ KM ไปหลายตัวแล้วนะครับ ถ้ามีคำถามก็อย่าลืมถามมาในช่อง comment นะครับ

Wednesday, September 14, 2005

“หยุด” เพราะกำลังแปล “หลุด”

ช่วงนี้ที่ไม่ค่อยได้เขียน blog เพราะกำลังลุยงานแปลหนังสือของ Osho เล่มที่ 2 อยู่ครับ เล่มนี้มีชื่อว่า Freedom คุณแอนน์-ชุติมา อินทรประเสริฐ ที่สคส. ช่วยตั้งชื่อภาษาไทยให้ว่า “หลุด” ส่วนคำถามที่ว่า “หลุดจากอะไร” หรือ “หลุดเพื่ออะไร” นั้น คงต้องติดตามต่อไปนะครับ วันนี้ผมนำ “บางส่วน” ของคำนำมาลงไว้เป็นการเรียกน้ำย่อยครับ . . .


“ตอนที่ผมแปลหนังสือ Intuition: ปัญญาญาณ ของ Osho เสร็จใหม่ๆ ผมเคยคิดไว้ว่า .... นี่คงจะเป็นการแปลงานของ Osho “เล่มแรกและเล่มสุดท้าย” .... ที่ผมคิดเช่นนั้น .... เพราะประทับใจในผลงานชิ้นนั้นของ Osho อย่างสุดๆ .... จนคิดไปเองว่า .... ไม่น่าจะมีเล่มใดไหนอื่นที่จะ “กินใจ” ได้ดีเท่ากับเล่มนี้อีกแล้ว .... แต่ผมก็คิดผิดถนัด เพราะงานของ Osho ในเล่มที่ชื่อว่า “Freedom” นี้ .... มีความคมชัดไม่แพ้กันกับ Intuition เลย .... สามารถให้มุมมองที่กว้างขวางกว่าเดิมอีกด้วย คือไม่ได้เน้นแต่ที่ระดับปัจเจก แต่ยังได้อธิบายขยายความไปถึง ระดับครอบครัว ชุมชน และสังคมอีกด้วย ซึ่งค่อนข้างจะตรงกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา

ต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นการนำคำบรรยายของ Osho ที่กล่าวไว้ในโอกาสต่างๆ มาร้อยเรียงไว้เป็นอย่างดี มีการอารัมภบทเพื่อเกริ่นนำให้ทราบถึงมิติต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพ” หลังจากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง มุ่งตรงไปยังส่วนที่เป็น “สมุทัย” หรือสาเหตุของการไร้ซึ่งอิสรภาพทันที แล้วตามด้วยการชี้ถึงสิ่งที่เป็น “มรรค” หรือเส้นทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพไว้อย่างชัดเจน ในส่วนสุดท้ายยังได้พูดถึง “สิ่งที่ขวางกั้น” (อุปสรรค) และ “ขั้นบันได” (โอกาส) ไว้ในรูปแบบของการ ถาม – ตอบ ที่ง่ายต่อการเข้าใจ เป็นการให้คำตอบที่ “ตรงประเด็น” และ “สะใจ” ยิ่ง ตามสไตล์ของ Osho

Osho ได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่าท่านกำลังสอนให้คน “ทวนกระแส” และท่านไม่เคยเห็นด้วยกับ “การปฏิวัติ” ในทุกรูปแบบ เพราะการปฏิวัติเป็น “การต่อต้าน” เป็น “การโค่นล้ม” เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ “นอกตัว” ในขณะที่การทวนกระแสนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ “ภายใน” ประเด็นหลายๆประเด็นที่ท่านกล่าวถึง หากอ่านอย่าง “ผิวเผิน” อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ตัวอย่างเช่น ตอนที่ท่านพูดเรื่อง “การสูญสิ้นของศาสนา” สำหรับผู้ที่มีวิธีคิดเชิงปฏิวัติก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นการล้มล้าง หรือต่อต้านศาสนา แต่ถ้าเราอ่านด้วยความ “ตื่นรู้” เราจะเข้าใจว่า Osho นั้นหมายถึง “ความเข้าใจในศาสนาอย่างที่สุด” ซึ่งก็คือสภาวะที่เราสามารถเชื่อมต่อกับสรรพสิ่งได้ เป็นสภาวะที่เราได้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หากเราเข้าถึงสภาวะนั้น ศาสนาหรือพระเจ้าตามที่เราเข้าใจกัน ก็เป็นแค่เพียง “สมมติบัญญัติ” ที่เราใช้เพื่อสื่อสารกันเท่านั้น

ในปัจจุบันเวลาที่เราพูดถึงเรื่องอิสรภาพ คนมักจะเข้าใจผิดคิดว่าอิสรภาพหมายถึงการที่เราจะทำอะไรๆก็ได้ตามใจชอบ .... ผมเคยได้มีโอกาสร่วมงานกับหน่วยงานที่ทำงานด้านสังคมอยู่บ้าง คนในหน่วยงานเหล่านี้มักจะเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญในเรื่องจิตวิญญาณและการมีอิสระเสรี บางครั้งที่ผมเข้าไปทำหน้าที่เป็นวิทยากร ผมได้สังเกตเห็นว่าคนหลายคนมักไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องการตรงต่อเวลา ค่อนข้างจะอ่อนในเรื่องวินัย.... ผมคิดว่าพวกเขาคงจะเข้าใจผิด คิดว่าอิสรภาพก็คือพวกเขาจะมาตอนไหนก็ได้ ซึ่งในเรื่องนี้ Osho ได้พูดไว้ดีมากว่า “อิสรภาพนั้นจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ” เสมอ ...”


อิสรภาพจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ Freedom and Responsibility ...น่าคิดนะครับ ลอง comment กันมาบ้าง ...แล้วผมจะค่อยๆทยอยเอาเนื้อหามาลงครับ