Monday, September 26, 2005

โครงการพัฒนาชีวิตครู


จริงๆ ผมตั้งใจจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะครับ แต่บังเอิญเกิด “อิน” กับเรื่องสภาพแวดล้อมของบางปูมากไปหน่อย จึงไม่ได้ “ฝอย” เรื่องโครงการและการทำ Workshop เลย

วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลโครงการอย่างย่อๆ พอสังเขปดังนี้นะครับ...โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะแก้ปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู จึงได้อาศัยความร่วมมือจากสามฝ่ายด้วยกันอันประกอบด้วย 1.กลุ่มข้าราชการครู 2. กระทรวงศึกษาธิการ และ 3. ธนาคารออมสิน เพื่อร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชีวิตครูให้ดีขึ้นอย่างมีบูรณาการ โดยอาศัยกระบวนการทั้งทางด้านการเงิน ด้านการจัดการ และด้านจิตใจ เพื่อพัฒนาให้ข้าราชการครูมีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน รู้จักอดออม ประหยัด มีวินัยในการใช้เงิน มีการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผ่านกระบวนการจัดการที่เป็นธรรม และหนึ่งในเครื่องมือที่จะใช้ในการจัดการกระบวนการก็คือ KM นั่นเอง โดยที่ทางธนาคารออมสินได้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ครูที่กำลังเผชิญวิกฤติทางการเงินอยู่

Workshop ที่บางปู 2 วันนี้ เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาชีวิตครู ได้ไปเริ่มกระบวนการ KM ไว้ให้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นที่โรงเรียนวัดบางฝ้าย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ในครั้งนั้น ผู้บริหารทั้งจากโรงเรียน และธนาคารออมสิน ได้ร่วมกันพิจารณาหาประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตครูได้5 ประเด็น คือ 1. การรู้จักตนเองและการปรับวิถีชีวิต 2. ความขยันหมั่นเพียร 3. การมีวินัยการใช้เงิน 4. การเอื้ออาทรต่อผู้อื่น และ 5. การใช้พลังกลุ่มอย่างสร้างสรรค์

ใน 2 วันนี้ จึงเป็นการทำ “Knowledge Sharing” ของบรรดา “คุณกิจ” หรือผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งหลาย ว่าเขาได้ทำอะไรในเรื่องเหล่านี้ไปบ้าง ให้แต่ละคนเล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟัง โดยใช้รูปแบบของการเล่าเรื่องหรือ “Storytelling” เสร็จแล้วก็ให้ช่วยกัน “สรุป” หรือ “ถอด” ประเด็นความรู้ที่ได้ (ในภาษา KM เรียกว่า Knowledge Assets) เพื่อจะได้ใช้เผยแพร่แก่สมาชิกในวงกว้างต่อไป

รูปแสดงตัวอย่าง (บางส่วน) ของ Knowledge Asset
BangPu 048


นอกจากนั้นในช่วงสุดท้ายยังให้แต่ละท่านพูดกับกลุ่ม พูดกับที่ประชุมอีกด้วยว่า “จะกลับไปทำอะไร” มี “แรงปรารถนา (Passion )” หรือตั้งใจว่าจะ “ทำ” จะมี “Action” อะไร ซึ่งในเรื่องนี้ ผมได้สรุปไว้ 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1. ลดรายจ่าย 2. เพิ่มรายได้ และ 3. สร้างเครือข่าย ดังแสดงไว้ใน Mind Map ข้างล่างนี้

Slide2

ที่ผมเอาเรื่องการลดรายจ่ายขึ้นมาเป็นเรื่องแรก ก็เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันที เป็นการสร้างวินัยการใช้เงิน ซึ่งผู้เข้าร่วม Workshop ก็ได้เล่าประสบการณ์เรื่องการทำบัญชีครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำบัญชีรายจ่ายในแต่ละวัน ว่าทำให้ได้รู้ว่า มีอะไรบ้างที่ไม่ควรซื้อ ไม่ควรจ่าย โดยเฉพาะสิ่งต่างๆที่เข้าข่ายว่าเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย หรือเป็นอบายมุข


เรื่องที่สองเป็นเรื่องการเพิ่มรายได้ ซึ่งก็ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านการสร้างอาชีพเสริมมากมาย อีกทั้งยังได้แนะนำกันด้วยว่า ต้องเป็นงานที่ไม่ใช้ทุนมาก และต้องไม่เสี่ยง เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้วิกฤติหนี้สินที่เป็นอยู่หนักขึ้นกว่าเดิม

เรื่องที่สามเป็นเรื่องการสร้างเครือข่าย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ ความเอื้ออาทรระหว่างกัน เป็นการสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร ซึ่งใน Workshop นี้เป็นเครือข่ายของกลุ่มพัฒนาชีวิตครู เขต 1 อำเภอพระประแดง ที่มี ผอ.พงษ์ศักดิ์ ธีระวรรณสาร เป็นประธานกลุ่มอยู่

คำถามที่ตามมาก็คือ ...สมาชิกในเครือข่าย จะทำได้อย่างที่ให้สัญญาไว้ในช่วงสุดท้ายของ Workshop หรือไม่?...เครือข่ายจะดำเนินการต่อไปอย่างไร?...จะมีการขยายผล...เชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆได้อย่างไร?...ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าติดตามอย่างยิ่ง...


ที่ Workshop 2 วันนี้ สำเร็จลุล่วงลงไปได้ คงไม่ใช่เพราะทีมวิทยากรจาก สคส. เท่านั้น แต่เป็นเพราะบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายที่กล้า “เปิดใจ” เล่า “ประสบการณ์” ชีวิตของแต่ละท่านให้เพื่อนๆในกลุ่ม และในที่ประชุมได้ฟัง อีกทั้งทางธนาคารออมสินเองก็ได้ให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างจริงจัง ดังจะเห็นได้ว่า คุณบุษบา ฤทธิ์เรืองนาม รองผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน ก็ได้อยู่ร่วม Workshop กับบรรดาครูอาจารย์ทั้งสองวันเต็ม และท่านยังได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมเป็นอย่างยิ่ง

และท้ายที่สุดผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ก็คือทีมงานของท่าน ผอ.พงษ์ศักดิ์ ซึ่งในวันนั้นท่านผอ. พงษ์ศักดิ์ ก็สวม "หมวก" ในนามของ นายกสมาคมเครือข่ายพัฒนาชีวิตครู จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ด้วย ผมเองค่อนข้างเชื่อในฝีมือของท่าน ...ว่า ท่านจะสามารถนำหลักการจัดการความรู้นี้ไปใช้พัฒนาเครือข่ายครูได้ต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ไพบูลย์ ที่ได้ริเริ่มไว้ ...ผมขอเอาใจช่วยครับ

3 Comments:

At Mon Sep 26, 09:56:00 PM, Anonymous น้องทิง said...

แผนที่ดีย่อมสำคัญ แต่การดำเนินการ ติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เดินไปถึงเป้าหมายนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่มักเห็นลงแผนมาตูมเดียว แล้วก็ร้างห่างกันไป ปล่อยตามมีตามเกิดไม่ค่อยสนใจดูแลกันเท่าไร
อย่างไรก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายนะครับ ต่อไปจะได้มีค่านิยมใหม่ๆ ให้คนเก่งๆ หันมาอยากเป็นครูกันมากขึ้นครับ สิ่งที่ทุกท่านได้กระทำไปผมเชื่อว่ามาถูกทางแล้วครับ

 
At Wed Sep 28, 08:12:00 AM, Anonymous โอฬาร คำจีน said...

ลองมามองดูในมุมของงานในองค์กร(โรงเรียน)บ้างไหมครับ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครู ปัญหา-ทางแก้ ผมยกปัญหาที่เขียนๆไว้ใน Minor thesis มาดูเช่น
•เวลาที่บุคลากรเข้ามาใหม่ เราเสียเวลานานเท่าไร ในการที่จะ ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร ร.ร.เราจะทำอย่างไรให้เรามีเครื่องมือช่วยคนใหม่ขององค์กรปรับตัว
•เวลาที่ ร.ร. เสียบุคลากรไป จาก การเกษียณอายุ ย้าย หรือ ลาออก ประสบการณ์ของครูที่อยู่ กับโรงเรียนมาเป็นเวลานาน มีความรู้ฝังลึก เกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบและ ร.ร. ทำอย่างไร เราถึงจะเก็บความรู้ของครูเหล่านั้นไว้ได้ ช่วยให้ครูที่ต้องมารับงานต่อไม่ต้องเสียเวลาทำความเข้าใจงานมากนัก
•ขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้ว่า ร.ร. มีผู้รู้ น่าแปลกที่เราไม่รู้ว่า เรามีผู้เชี่ยวชาญทางด้านใด เราไม่มีคลังความรู้ของครู เช่น สมุดหน้าเหลืองครูภายใน ร.ร ฯ ........
น่าจะเป็นเรื่องที่ดีในการพัฒนางาน ร.ร.ในเรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ

 
At Wed Sep 28, 06:36:00 PM, Blogger Dr. Prapon said...

ขอบคุณทั้งสองท่านมากครับ สำหรับ Comment ที่ดีมากๆ ... อยากให้ครูอาจารย์ และผู้บริหารโรงเรียนได้อ่านจัง!!

 

Post a Comment

<< Home