Sunday, October 30, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา" (6)

วันที่หกของการเดินทาง (22 ต.ค. 48) วันนี้มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการเดินทางบ้างเล็กน้อย มีการแยกคณะเดินทางออกเป็นสองคณะ คณะหนึ่งไปตามโปรแกรมเดิมคือไปดูอุทยานระเบียงน้ำพุขาวหรือไป่สุ่ยถานซึ่งเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการสะสมของหินปูนมาเป็นระยะเวลายาวนาน จับตัวกันเป็นระเบียงน้ำที่ลดหลั่นดูเหมือนขั้นบันไดตามชายเขา ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินทางไปสามชั่วโมงและกลับมาทางจงเตี้ยนอีกสามชั่วโมงไกด์บอกว่าทางที่ไปค่อนข้างแคบ ไปถึงแล้วยังต้องเดินและขี่ม้าขึ้นเขาไปอีกเป็นชั่วโมง ฟังรายการแล้วทำให้มีหลายคนไม่สู้เพราะยังกลัวการขี่ม้าเมื่อครั้งที่แล้วอยู่ บางคนก้นเป็นแผลยังไม่หาย จึงขอแยกตัวออกมาเช่ารถเองเพื่อเดินทางกลับเมืองลี่เจียงโดยตรง

DSC_0082
China_Prapon 100

ผมเองตัดสินใจไปกับคณะที่เดินทางกลับเมืองลี่เจียง ในคณะนี้มีกันทั้งหมด 15 คน ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เพราะเป็นการเดินทางที่สนุกสนานมาก เนื่องจากในคณะนี้มีผู้ที่บ้าถ่ายรูปพอๆกัน เรียกได้ว่าถ้าเห็นวิวที่ไหนสวย ก็หยุดรถถ่ายรูปกันได้ตามสบาย ทำให้ได้เห็นชีวิตชนบทที่แท้จริง เส้นทางที่ใช้ในวันนี้เป็นคนละเส้นทางกับที่ใช้ในตอนขามา คนขับบอกว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้


China_Prapon 102

ถึงเมืองลี่เจียงเวลาบ่ายสองโมง เข้า Check-in และทานอาหารเที่ยงที่โรงแรม เวลาสี่โมงเย็นนั่งรถสองแถวจากโรงแรมมาที่เมืองเก่าจ่ายค่าโดยสารคนละ 1 หยวน เดินเที่ยวในเมืองเก่า และยังได้เดินถ่ายรูปบางส่วนของเมืองใหม่ไว้ด้วย วันนี้ทานอาหารเย็นกันที่โรงแรมแกรนด์ลี่เจียงซึ่งเป็นโรงแรมของคนไทยไม่ได้ทานอาหารไทยมาหลายวัน มื้อนี้จึงเป็นอาหารที่อร่อยมากๆๆๆ

Saturday, October 29, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา" (5)

วันที่ห้าของการเดินทาง (21 ต.ค. 48) เดินทางจากเต๋อชิงกลับมายังเมืองจงเตี้ยน เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ระหว่างทางที่ค่อนข้างงดงาม ชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามตระการตา เห็นต้นสน ทุ่งหญ้า ป่าสีเขียว เหลือง แดง ในขณะเดียวกันก็เห็นเหวลึกอยู่ข้างทาง ถนนเกือบตลอดทางไต่ไปตามขอบของภูเขา ความกว้างของถนนเรียกได้ว่ารถสวนกันแบบพอดิบพอดี ถ้ามาเจอกันตรงโค้งก็ต้องนั่งลุ้นกันทุกครั้ง


หลังอาหารเที่ยง แวะเข้าชมวัดซงจ้านหลินหรือวัดกุ้ยหัว ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาการิ วัดนี้เป็นวัดลามะที่ใหญ่ที่สุดในเขตยูนนาน ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของชนชาติทิเบต สร้างโดยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง มีรูปแบบคล้ายวังโปตาลาที่เมืองลาซา เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวพุทธนิกายทิเบตในบริเวณที่ราบสูงแห่งนี้ ถนนเข้าวัดไม่ค่อยจะดีเท่าไร ทั้งๆที่มีรถทัวร์เข้ามามาก การชมวัดต้องเดินขึ้นบันไดไปถึง 147 ขั้น

ชมวัดเสร็จแวะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของเมืองจงเตี๋ยน ที่ในพิพิธภัณฑ์มีของขายด้วย แต่ตั้งราคาค่อนข้างจะแพง ต้องต่อรองราคากันแบบสุดๆ แต่ถือว่าถูกจริตกับคนไทย หลายคนที่อึดอัดใจว่าไม่ค่อยได้มีโอกาส Shopping ก็มาควักกระเป๋ากันในวันนี้


Friday, October 28, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา" (4)

วันที่สี่ของการเดินทาง (20 ต.ค. 48) ออกเดินทางแต่เช้าสู่หมู่บ้านหมิงหย่งซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาเหมยลี่ เป็นหมู่บ้านทิเบตโบราณอยู่ริมแม่น้ำหมิงหย่ง เป็นแม่น้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งหมิงหย่ง

DSC_0553

การเดินทางขึ้นไปดูธารน้ำแข็ง ต้องเดินทางขึ้นเขาบนหลังม้า มีคนช่วยจูงม้า ในระหว่างทางบนหลังม้าสามารถมองเห็นภูเขาหิมะเหมยลี่ที่สวยงามได้อย่างเต็มตา

DSC_0489

China_Prapon 492

เส้นทางที่ใช้เป็นเส้นทางที่คดเคี้ยว บางช่วงต้องข้ามสะพานไม้ซึ่งสามารถมองเห็นธารน้ำแข็งสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง และเห็นวัดโอรสสวรรค์ (เทียนจื่อซาน)ตั้งอยู่ช่วงกลางของธารน้ำแข็ง บริเวณวัดมีธงคาถา 5 สี ผูกเต็มอยู่ทั่วบริเวณ บริเวณนี้เป็นจุดพักสำหรับคนและม้า ซึ่งอ่อนล้าจากการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง

DSC03411

จากนั้นเดินทางด้วยเท้าไปยังบริเวณธารน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งหมิงหย่งนี้เป็นธารน้ำแข็งขนาดมหึมายาว 11 กิโลเมตร กว้าง 500 เมตร มีลักษณะเป็นธารน้ำแข็งหุบเขา (Valley Glacier)

China_Prapon 425


การเดินทางในวันนี้เป็นการเดินทางที่เหนื่อยพอสมควร เพราะต้องนั่งอยู่บนหลังม้าที่ไต่ขึ้นเขาที่ค่อนข้างชัน หลายคนพูดว่าเป็นการอยู่บนหลังม้าที่นานที่สุดในชีวิต แถมยังต้องลงเดินอีกด้วย ออกซิเจนกระป๋องที่เตรียมเอาไว้ก็ได้เอามาใช้กันในช่วงนี้


ครั้นเมื่อกลับลงมาถึงข้างล่างก็ยังต้องเดินไปอีกไกลพอสมควรกว่าจะถึงร้านอาหารซึ่งวันนี้กว่าจะได้รับประทานอาหารเที่ยงก็ปาเข้าไปประมาณบ่ายสองโมง

DSC_0443

ผลของการเดินทางขึ้นไปดูธารน้ำแข็งทำให้คณะที่ไปเหนื่อยอ่อนและสะบักสบอมกันค่อนข้างมาก จากรายการนี้เลยทำให้ต้องยกเลิกรายการที่จะไปจุดชมวิวของภูเขาหิมะเหมยลี่ที่หน้าบริเวณวัดเฟยไหล ไกด์บอกว่าทิวทัศน์ไม่ต่างจากที่มองออกมาจากหน้าต่างโรงแรมที่พักมากนัก ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะกลับที่พัก เป็นอันสิ้นสุดรายการของวันที่สี่

Thursday, October 27, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา" (3)

วันที่สาม (19 ต.ค. 48) เดินทางสู่ทุ่งหญ้านาพาไห่ ซึ่งห่างจากเมืองจงเตี้ยนเพียง 8 กิโลเมตร (ระดับความสูง 3,260 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) เป็นจุดรวมของน้ำแข็งที่ละลายมาจากแม่น้ำ NAGQU และแม่น้ำ NAIZI ในฤดูร้อนทุ่งหญ้าแห่งนี้จะกลายเป็นทะเลสาบสีน้ำเงินสีเดียวกับท้องฟ้า พอถึงหน้าแล้งทะเลสาบแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ และพอถึงเดือนกันยายน นาพาไห่จะมีนกหลายชนิดอพยพจากที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ มาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น นกน้ำ ห่านป่า เป็ดป่า นกกระเรียนคอดำ ฯลฯ

หลังจากที่ได้ถ่ายรูปกับทุ่งหญ้า และจามรีเป็นที่เรียบร้อย ก็เดินทางสู่เมืองเต๋อชิง ระยะทางทั้งสิ้น 180 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามแนวภูเขา ระหว่างทางแวะชมอารามตงจู๋หลิน เป็นวัดทิเบตนิกายหมวกเหลืองที่สำคัญที่สุดของยูนนาน ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขามหึมา สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1667 ประดิษฐานพระพุทธรูปจากลาซา สมัยราชวงศ์ถัง ภูมิประเทศหน้าวัดสวยงาม ส่วนที่สวยที่สุดจะอยู่ลึกเข้าไปในเขตภูเขาหิมาลัย


แวะรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นเดินทางสู่ภูเขาหิมะไป๋หมาง เป็นทิวเขาขนาดมหึมา ชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่มโหฬารตระการตาบนเส้นทางคดโค้งไปตามหน้าผา ภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือยอดเขาหิมะไป๋หมางสูง 4,450 เมตร เส้นทางนี้ตัดผ่านเทือกเขาหิมะผ่านป่าสนบนภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ นับเป็นเส้นทางที่งดงามที่สุด บางคนเรียกเส้นทางนี้ว่า ถนนไต่ขอบฟ้า เป็นแหล่งกำเนิดพืชพันธุ์หายาก อาทิ ไม้สน ต้นอาซาเลีย สัตว์ป่าหายากอย่างลิงสีทอง และแพนด้าเล็ก

ถึงประตูเมืองเต๋อชิง มีสถูปแบบทิเบตอยู่ 2 องค์ และเก๋งจีนซึ่งเป็นจุดให้นักท่องเที่ยวได้ชมภาพพาโนลาม่าของภูเขาหิมะเหมยลี่ (MEILI) ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ส่วนเบื้องล่างคือธารน้ำแข็งหมิงหย่ง (MINGYONG) วันนี้ได้เข้าพักที่ MINFZHU HOTEL เป็นโรงแรมเปิดใหม่ เพิ่งเปิดได้แค่ 2 สัปดาห์ อยู่นอกเมือง ห่างจากเต๋อชิงประมาณ 10 กม คืนแรกที่เข้าพักทุลักทุเลพอสมควร เพราะไฟฟ้าดับจนถึงสามทุ่ม รถไปไม่ถึงตัวโรงแรม ต้องเดินขึ้นไปที่โรงแรมแถมห้องพักยังอยู่ชั้นที่สามอีกด้วย ออกซิเจนก็ค่อนข้างเบาบาง ทำให้เกิดอาการเหนื่อยกันอย่างสุดๆ และอากาศก็หนาวมากๆด้วย

เมืองเต๋อชิง (DIQING) ตั้งอยู่ในหุบเขามีความสูงถึง 4,000 เมตร มีพื้นที่ 7,596 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 56,532 คน นับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งชาวทิเบต ที่นี่คือเขตภูเขาหิมาลัยด้านจีน ซึ่งซ่อนตัวอยู่ ชายคาโลก ที่นี่มียอดเขากาเคโบ (Kagebo Peak) สูง 6,740 เมตร เป็นยอดเขาสูงที่สุดของยูนนาน เป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตจากทั่วสารทิศต้องเดินทางมาจาริกแสวงบุญกันทุกปี เมืองเต๋อชิงอยู่ท่ามกลางหุบเขาระหว่างเทือกเขาหิมะเหมยลี่และไป่หมาง เป็นเมืองที่เจริญแห่งสุดท้ายก่อนพ้นเขตยูนนานเข้าไปสู่ทิเบต เป็นเมืองที่อยู่เหนือสุดของยูนนาน


Wednesday, October 26, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา" (2)

วันที่สองของการเดินทาง (18 ตค 48) ได้มีโอกาสเช้าชมบริเวณเมืองเก่าของลี่เจียง เป็นส่วนที่เรียกว่า “ต้าเอี้ยนเจิ้น” (ซึ่งแปลว่าตลาดสี่เหลี่ยม) เป็นส่วนเมืองโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน มีอายุกว่า 800 ปี ตั้งอยู่บนที่ลุ่มระหว่างเขาซีอานกับเขาช้างนอน มีแม่น้ำล้อมรอบ ลักษณะคล้ายหินฝานหมึกจีน เดินชมอาคารสิ่งปลูกสร้างแบบดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้


หลังจากนั้น เดินทางสู่ตำบลสือคุ ณ จุดนี้ทางการจีนกำหนดให้เป็นจุดเริ่มต้นของดินแดนที่เรียกว่า “แชงกรี-ลา” (Shangri-la) หยุดชม “กลองหิน” หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “สือคุ” ซึ่งถือว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะของขงเบ้งในการปราบปรามแคว้นใต้ (มณฑลยูนนาน) มีคำจารึกไว้ว่า “สายธารจินซา ฟังชื่อน่าจะขุ่นข้นด้วยเม็ดทราย แต่กลับใสสะอาด กลองหินตีไม่ได้ทว่าเสียงชัยชนะกลับระบือไกล”

จากนั้นเดินทางสู่ช่องแคบเสือกระโจน (หู่เทียวเสีย) มีเรื่องเล่าว่าก้อนหินที่อยู่กลางลำน้ำอันเชี่ยวกรากนั้น เป็นจุดที่เสือใช้กระโจรข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ได้เห็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของแผ่นดินจีน เมื่อสายน้ำแยงซีเกียงไหลผ่านด้านหลังของเทือกเขาหิมะมังกรหยกและเทือกเขาหิมะฮาบา ซึ่งยอดเขาทั้งสองแห่งสูงกว่า 3,000 เมตร ธรรมชาติใช้เวลาหลายล้านปีกว่าจะกัดเซาะจนเกิดเป็นร่องน้ำเชี่ยวในหุบเขาที่มีความยาวต่อเนื่องกันถึง 25 กิโลเมตร มีแก่งอันตรายมากมายถึง 18 แห่ง เป็นช่วงที่ไม่มีใครกล้าล่องแก่งในแถบนี้ จุดที่แคบสุดวัดได้ 30 เมตรและเป็นช่องแคบที่ลึกที่สุดในโลกคือมีความลึกประมาณ 3,900 เมตร

หลังจากนั้นเดินทางสู่เมืองจงเตี้ยน ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองของชนชาติทิเบตแห่งตี๋ชิง เมืองนี้ตั้งอยู่บนที่ราบสูงตี๋ชิง (แปลว่า สถานที่อันเป็นสิริมงคล) บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน อยู่ห่างจากเมืองคุนหมิงประมาณ 709 กิโลเมตร อยู่ตรงรอยต่อตะเข็บชายแดนธิเบต-ยูนนาน-เสฉวน มีพื้นที่ 11,613 ตารางกิโลเมตรมีประชากร 120,000 คน ประมาณ 40 % เป็นชาวทิเบต นอกจากนั้นมีชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อาทิ นาซี ยี แม้ว พูมี ลีซอ เป็นดินแดนที่มีความงดงามของธรรมชาติ อาทิ ภูเขาหิมะ Haba, Bakagenzong และ Lanxi มีทะเลสาบงดงามหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ Bita, Nanpa และ Shudugan ถือว่าเป็นดินแดนสวรรค์ของสัตว์และพืชพันธุ์ต่างๆที่หลากหลาย เป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญของจีน

แวะชมแม่น้ำแยงซีเกียงช่วงต้นน้ำที่เรียกกันว่า “จินซาเจียง” (แปลว่า แม่น้ำทรายทอง) ชมโค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นช่วงที่แม่น้ำเปลี่ยนทิศทางไหลจากทิเบตลงใต้แล้วตีโค้ง 180 องศา วกกลับเข้าสู่ตอนกลางของประเทศจีน หากปราศจากสิ่งขวางกันแม่น้ำก็คงจะไหลตรงเข้าไปตอนเหนือของประเทศพม่าหรือประเทศเวียตนามแทนที่จะวกกลับ (U-Turn) เข้าจีน

DSC_0314



Tuesday, October 25, 2005

ท่องดินแดนสุดขอบฟ้า "แชงกรี-ลา"

กลับมาแล้วครับ . . . หลังจากห่างหายไปหลายวัน . . พาครอบครัวไปทัวร์เมืองจีนมาครับ . . . ไปชมวิวทิวทัศน์ในมณฑลยูนนานมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม

วันที่ 17 ตค 48 บินจากกรุงเทพสู่เมืองคุนหมิง ใช้เวลาบินเพียงแค่ หนึ่งชั่วโมงห้าสิบนาที คุนหมิงเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า "เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ (Spring City)" ตั้งอยู่บนที่ราบที่มีระดับความสูง 1,890 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีประชากรประมาณ 3.5 ล้านคน เป็นชนกลุ่มน้อยทั้งหมด 26 เผ่า เป็นเมืองที่มีอากาศดีตลอดทั้งปีโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 18 องศา

ได้แวะชมสวน "ต้ากวนโหลว" เพื่อชมทิวทัศน์อันสวยงามร่มรื่นด้วยมวลดอกไม้นานาชนิด ชมความงามสะพรั่งของดอกบัวและต้นหลิวบริเวณทะเลสาบ

จากนั้นบินต่อไปยังเมืองลี่เจียงโดยใช้เวลาเพียงแค่ 45 นาที ก็ถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางในวันแรกนี้

ลี่เจียง (LIJIANG) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาอยู่ทางทิศเหนือของเมืองต้าลี่เป็นเมืองชายแดนใกล้ทิเบต เมื่อปี ค.ศ. 1996 เมืองลี่เจียงเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ ทำให้หลายส่วนของเมืองนี้พังเสียหายปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารต่างๆขึ้นใหม่ แต่ในส่วนตัวเมืองเก่าก็ยังคงสภาพรักษาไว้เหมือนเดิม ปัจจุบันเป็นสถานที่ๆได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติแล้ว เมืองลี่เจียงจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนเมืองเก่าและเมืองใหม่ โดยมีภูเขาสิงโตเป็นแนวกั้น ทางฝั่งตะวันตกขอภูเขาเป็นเมืองใหม่และฝั่งตะวันออกเป็นเขตเมืองเก่า

วันนี้ขอเกริ่นนำเพียงคร่าวๆก่อน รายละเอียดและรูปภาพจะทยอยนำมาลงเป็นตอนๆไป วันนี้ขอกลับไป clear งานที่คั่งค้างก่อนครับ


Thursday, October 06, 2005

รายงานพัฒนาการด้าน KM



ขณะนี้ สคส. กำลังจัดทำรายงานประจำปี 2548 ช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกเราทุกคนที่ สคส. จะต้องสรุปภาพว่าในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ (1 ตค. 47 – 30 กย. 48) พวกเราแต่ละคนได้เห็นพัฒนาการทางด้าน KM เป็นอย่างไรบ้าง . . ตามมุมมองของผม ผมได้เห็นประเด็นต่างๆพอจะสรุปได้ดังนี้ ครับ:

1. การ Implement โมเดลปลาทูในบริบทต่างๆที่หลากหลาย ทำให้ได้เรียนรู้เรื่อง KM ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ สคส. ได้เริ่มใช้ โมเดลปลาทู มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ก็ได้เรียนรู้หลักการและเทคนิคต่างๆที่กว้างขวางเพิ่มเติมอีก อาทิเช่น

(1) ได้รู้ว่า “หัวปลา” นั้นเป็นส่วนที่สำคัญ การทำ KM ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องเริ่มต้นที่หัวปลา หัวปลาหรือ KV (Knowledge Vision) นี้ จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ขององค์กร (“หัวปลาใหญ่”) ถ้าจะให้ดี จะต้องเขียนออกมาเป็น “Knowledge Map” หรือ “แผนที่ตัวเดินเรื่อง” เพื่อจะได้เห็นประเด็นหรือตัวเดินเรื่องในลักษณะที่เป็น “ภาพใหญ่” อุปมาอุปไมยได้กับ “ฝูงปลาตะเพียน” ที่เวียนว่ายไปในทิศทางเดียวกัน

(2) ส่วน ตัวปลา หรือ KS (Knowledge Sharing) ได้นำไปสู่รูปแบบของการจัดตลาดนัดความรู้ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นหัวใจในการแบ่งปันความรู้ได้ทราบเทคนิคที่สำคัญๆมากมาย อาทิเช่น Peer Assistม, Storytelling, Dialogue, etc. ได้ฝึกฝนและเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เพื่อให้สามารถทำงานในบทบาท “คุณอำนวย” หรือ “คุณลิขิต” ได้

(3) ส่วน “หางปลา” ทำให้ได้ทราบว่าการจัดทำขุมความรู้หรือ Knowledge Assets นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ทักษะในการจับประเด็น เกิดการเรียนรู้ว่าจะต้องจดบันทึกอย่างไรที่ทำให้เห็น “บริบท” ของเรื่องที่เล่า อีกทั้งทำให้ได้เห็นด้วยว่า KA ที่ดีจะต้องเป็นสิ่งที่สามารถเผยแพร่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ต่อไป

2. ประสบการณ์การใช้โมเดลปลาทู ทำให้ได้ทราบว่าส่วน “หัวปลา” ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับทิศทาง เป้าหมาย วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ขององค์กร นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ KM เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานในองค์กร แต่สิ่งที่ทำให้ KM นั้นดำเนินไปอย่างได้ประสิทธิผลนั้น กลับผูกติดอยู่กับความสามารถในระดับปัจเจกบุคคล (Individual Level) อาทิเช่น เรื่องความใฝ่รู้ใฝ่พัฒนา (Personal Mastery) เรื่องกรอบความคิด (Mental Model) และเรื่องการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking)

ประสบการณ์ข้างต้นทำให้ สคส. สามารถพัฒนา “ภาพร่าง” ของ Model ใหม่ที่มีขอบเขตที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็น Model องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) หรือ Model บูรณาการงานและชีวิต Model นี้ จะมองการพัฒนาเป็น 3 ระดับ คือ (1) ระดับองค์กร (2) ระดับกลุ่ม (3) ระดับปัจเจก โดยจะเริ่มดำเนินการเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่ม โดยใช้โจทย์จริงที่เชื่อมกับภาพใหญ่ขององค์กร และถือโอกาสในการฝึกทำจริงนี้พัฒนากรอบความคิด ความคิดเชิงระบบ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการใฝ่รู้และพัฒนาในระดับปัจเจกบุคคล

ในระยะแรกของการทดลองใช้ Model บูรณาการ พบว่าสามารถสร้างความตระหนักให้กับคนหลายระดับได้ค่อนข้างดี แต่โจทย์ที่ สคส. จะต้องคิดต่อไปก็คือ ... จะต้องทำอย่างไร ... เพื่อให้สามารถนำModel ใหม่นี้ไปใช้ให้แพร่หลายและเกิดผลที่เป็นรูปธรรมในวงกว้างต่อไป