Thursday, October 06, 2005

รายงานพัฒนาการด้าน KM



ขณะนี้ สคส. กำลังจัดทำรายงานประจำปี 2548 ช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกเราทุกคนที่ สคส. จะต้องสรุปภาพว่าในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ (1 ตค. 47 – 30 กย. 48) พวกเราแต่ละคนได้เห็นพัฒนาการทางด้าน KM เป็นอย่างไรบ้าง . . ตามมุมมองของผม ผมได้เห็นประเด็นต่างๆพอจะสรุปได้ดังนี้ ครับ:

1. การ Implement โมเดลปลาทูในบริบทต่างๆที่หลากหลาย ทำให้ได้เรียนรู้เรื่อง KM ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ สคส. ได้เริ่มใช้ โมเดลปลาทู มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ก็ได้เรียนรู้หลักการและเทคนิคต่างๆที่กว้างขวางเพิ่มเติมอีก อาทิเช่น

(1) ได้รู้ว่า “หัวปลา” นั้นเป็นส่วนที่สำคัญ การทำ KM ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องเริ่มต้นที่หัวปลา หัวปลาหรือ KV (Knowledge Vision) นี้ จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ขององค์กร (“หัวปลาใหญ่”) ถ้าจะให้ดี จะต้องเขียนออกมาเป็น “Knowledge Map” หรือ “แผนที่ตัวเดินเรื่อง” เพื่อจะได้เห็นประเด็นหรือตัวเดินเรื่องในลักษณะที่เป็น “ภาพใหญ่” อุปมาอุปไมยได้กับ “ฝูงปลาตะเพียน” ที่เวียนว่ายไปในทิศทางเดียวกัน

(2) ส่วน ตัวปลา หรือ KS (Knowledge Sharing) ได้นำไปสู่รูปแบบของการจัดตลาดนัดความรู้ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นหัวใจในการแบ่งปันความรู้ได้ทราบเทคนิคที่สำคัญๆมากมาย อาทิเช่น Peer Assistม, Storytelling, Dialogue, etc. ได้ฝึกฝนและเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เพื่อให้สามารถทำงานในบทบาท “คุณอำนวย” หรือ “คุณลิขิต” ได้

(3) ส่วน “หางปลา” ทำให้ได้ทราบว่าการจัดทำขุมความรู้หรือ Knowledge Assets นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ทักษะในการจับประเด็น เกิดการเรียนรู้ว่าจะต้องจดบันทึกอย่างไรที่ทำให้เห็น “บริบท” ของเรื่องที่เล่า อีกทั้งทำให้ได้เห็นด้วยว่า KA ที่ดีจะต้องเป็นสิ่งที่สามารถเผยแพร่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ต่อไป

2. ประสบการณ์การใช้โมเดลปลาทู ทำให้ได้ทราบว่าส่วน “หัวปลา” ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับทิศทาง เป้าหมาย วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ขององค์กร นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ KM เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานในองค์กร แต่สิ่งที่ทำให้ KM นั้นดำเนินไปอย่างได้ประสิทธิผลนั้น กลับผูกติดอยู่กับความสามารถในระดับปัจเจกบุคคล (Individual Level) อาทิเช่น เรื่องความใฝ่รู้ใฝ่พัฒนา (Personal Mastery) เรื่องกรอบความคิด (Mental Model) และเรื่องการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking)

ประสบการณ์ข้างต้นทำให้ สคส. สามารถพัฒนา “ภาพร่าง” ของ Model ใหม่ที่มีขอบเขตที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็น Model องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) หรือ Model บูรณาการงานและชีวิต Model นี้ จะมองการพัฒนาเป็น 3 ระดับ คือ (1) ระดับองค์กร (2) ระดับกลุ่ม (3) ระดับปัจเจก โดยจะเริ่มดำเนินการเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่ม โดยใช้โจทย์จริงที่เชื่อมกับภาพใหญ่ขององค์กร และถือโอกาสในการฝึกทำจริงนี้พัฒนากรอบความคิด ความคิดเชิงระบบ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการใฝ่รู้และพัฒนาในระดับปัจเจกบุคคล

ในระยะแรกของการทดลองใช้ Model บูรณาการ พบว่าสามารถสร้างความตระหนักให้กับคนหลายระดับได้ค่อนข้างดี แต่โจทย์ที่ สคส. จะต้องคิดต่อไปก็คือ ... จะต้องทำอย่างไร ... เพื่อให้สามารถนำModel ใหม่นี้ไปใช้ให้แพร่หลายและเกิดผลที่เป็นรูปธรรมในวงกว้างต่อไป

1 Comments:

At Fri Oct 21, 01:00:00 AM, Anonymous ธุวนันท์ said...

เรียนอาจารย์ที่เคารพ
ขอแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ดังนี้คะ
(1) ในประเด็นการขยายผลนั้น ถ้าเราให้คนทำจริงที่ได้ผ่านกระบวนการ KM มาแล้วระยะหนึ่งเป็นแกนนำในเรื่องนี้ จะสามารถนำความรู้และประสบการณ์มา ลปรร.กันทำให้การขยายผลเป็นไปรวดเร็วขึ้น
(2) สำหรับหัวปลานั้นเห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่ KV จะต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ฯขององค์กร ไม่งั้นทำไปทำมาก็จะเป็นรูปแบบเดิมที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม เฉพาะตัวแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับองค์กรเลย
(3)การบริหารจัดการและการคัดเลือกบุคคลเข้ามาร่วมในกระบวนการเป็นเรื่องสำคัญมาก หากได้ทีมงานเข้าใจกัน มีทัศนคติที่ดีต่อกันฯลฯ ทำให้กระบวนการลื่นไหลไปด้วยดี
จากประสบการณ์ที่ได้สังเกตุการณ์ กระบวนการนี้จะประสบความสำเร็จช้าหรือเร็วขึ้นกับวัฒนธรรมและประสบการณ์ขององค์กร บางองค์กรมีปัจจัยเอื้อดำเนินการได้รวดเร็วมาก

 

Post a Comment

<< Home