Friday, November 25, 2005

วิปัสสนา vs. วิชาการ


...มีคนบอกว่าการทำ KM โดยใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) นั้นใช้ไม่ได้กับทุกวงการ จากประสบการณ์ของหลายๆท่านพบว่านักวิจัยหรือผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการมักจะรู้สึก "อึดอัด" กับการเล่าเรื่อง ...มองว่าการเล่าเรื่องเป็นอะไรๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์ ...เสียเวลา ...ไร้สาระ พูดๆ กันไป แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ...ส่วนใหญ่มักจะเคยชินอยู่กับรูปแบบที่ค่อนข้างเป็นทางการ เป็นกระบวนการที่ต้องมีข้อสรุปที่ชัดเจน ต้องให้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งว่า "จะต้องไปทำอะไรต่อ.."

...จากการสังเกตของผม ยังได้เห็นเพิ่มเติมอีกว่า ....นักวิชาการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายนั้นมักจะมีจุดแข็งทางด้านการพูด การใช้ภาษา เรียกได้ว่าเป็น "นักพูด" ชั้นเซียนเลยทีเดียว หลายท่านเป็นผู้ที่มีสำนวนโวหารคมคาย แต่ก็น่าเสียดายที่หลายท่านนั้นไม่ได้เป็น "นักฟัง" ที่ดีเท่าใดนัก มีหลายท่านที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ วิจัย ท่านอาจได้ชื่อว่าเป็น "นักวิจัย นักวิเคราะห์ นักวิพากษ์วิจารณ์" ที่โด่งดัง แต่สิ่งที่ท่านเหล่านั้นอาจจะไม่ได้เป็นก็คือ ... "นักวิปัสสนา" !! ...การวิเคราะห์ การวิจัย เป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูล ต้องใช้ความรู้ แต่ "การวิปัสสนา" เป็นเรื่องที่ต้องใช้ "การดูตนอง" ...เป็นการดูตนจนเกิด "ปัญญา" สามารถมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง !

3 Comments:

At Thu Dec 29, 05:52:00 AM, Anonymous วรายุธ said...

อาจารย์ครับ หากไปบอกพวกนักวิชาการทั้งหลายให้เขาหยุดเสพข้อมูลแล้วหันมาดูตนเอง มีหวังถูกพวกนั้นด่าว่าเป็น "กบในกะลา" อีกง่ะครับ ฮือ...เซ็งจัง -_-! (เจอสวนมาแบบนี้ทีไรผมล่ะหงายเก๋งทุกที)

 
At Mon Jan 02, 08:31:00 PM, Anonymous achara chaovavanich said...

เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ แต่การเป็นนักฟังต้องใช้สติมากกว่าและต้องมีเมตตามากๆ
อัจฉรา

 
At Mon Jan 09, 07:58:00 AM, Anonymous Woraphat said...

เห็นด้วยครับ

แต่ อัตตา และ mental model ของพวกเขา มันแน่นมาก จนไม่รู้จะสอนอย่างไร

ตอนนี้ ผมใช้ แบบป่าล้อมเมือง คือ สอนเฉพาะกลุ่มที่สนใจจะฟังและฝึกวิปัสสนาเท่านั้น

 

Post a Comment

<< Home